หน้าแรก

Amazon

ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โรคไข้หัดแมว (feline panleucopenia)

โรคไข้หัดแมว (feline panleucopenia) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งในแมวและลูกแมว โรคนี้มักเกิดในลูกแมวและแมวเด็ก และพบว่ามีอัตราการตายสูงมาก อาจตายได้โดยทันทีแม้สัตว์ยังไม่แสดงอาการของโรค โรคหัดแมวมักเป็นกับแมวเล็ก แมววัยรุ่น ถ้าเป็นแล้วมักจะตาย และติดต่อกันได้รวดเร็ว
พบรายงานการเกิดโรคนี้มานานแล้ว ซึ่งสามารถพบในแมวทุกตระกูลไม่ว่าจะเป็น เสือ สิงโต แมวป่า หรือแม้แต่แมวบ้านทุกพันธุ์ นอกจากนี้ยังพบได้ในสัตว์ตระกูลอื่นๆ อีก เช่น สกั๊งค์ เฟอเร็ต มิ้งค์ แรคคูน ซึ่งโรคนี้ทําให้สัตว์มีอาการคล้ายเป็นหวัดและท้องเสีย ซึ่งมีอาการเหมือนโรคไข้หัดสุนัข จึงมีคนเรียกชื่อต่างๆ เช่น โรคไข้หัดแมว หรือโรคลําไส้อักเสบในแมว
สาเหตุ
  1. โรคไข้หัดแมวนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มพาร์โวไวรัส (feline parvovirus) มีผลต่อระบบทางเดินอาหารของแมว โรคไข้หัดแมวมีระยะการฟักตัวของโรค 2-7 วัน
  2. แมวสามารถติดโรคไข้หัดแมวได้จากการติดต่อโดยตรงจากแมวป่วย โดยเฉพาะทางอุจจาระภาชนะใส่อาหาร น้ำ กรงหรือที่ขับถ่ายของแมว พื้นดินที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อไวรัส นอกจากนี้อาจเป็นเสื้อผ้าหรือรองเท้า ไวรัสไข้หัดแมวมีอยู่ตามธรรมชาติ ติดต่อจากแมวตัวหนึ่งไปยังตัวอื่นได้ ผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย อาหาร หรือสัมผัสแมวตัวที่เป็นโรค ถ้าแมวบ้านออกไปสังคมกับแมวนอกบ้าน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไข้หัดแมวได้มาก
  3. การแพร่โรคเกิดได้ง่ายขึ้นระหว่างแมวที่เลี้ยงปนกันหลายๆตัว แมลงวันก็เป็นอีกพาหะสำคัญในประเทศแถบร้อน โดยพาเชื้อไวรัสไข้หัดแมวบินไปเกาะแมวตัวที่เป็นโรค สามารถแพร่กระจายให้เกิดการติดเชื้อได้
  4. ถึงโรคหัดแมวจะติดต่อกันได้ง่าย แต่ไม่ต้องกังวลว่าเชื้อจะแพร่กระจายผ่านอากาศ หรือพัดพาไปตามลม ไวรัส หัดแมวแพร่เชื้อด้วยการสัมผัส แค่ไอ จาม เชื้อลอยในอากาศ ติดต่อไม่ได้ ไวรัสไข้หัดแมวไม่สามารถทนความร้อนได้ อุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส ก็อยู่ไม่ได้ การดำรงชีวิตต้องอยู่ในที่ชื้น อยู่ในตัวกลางที่เป็นน้ำ น้ำมูก น้ำลายสัตว์ แต่ทนอยู่ในที่ร้อนและไม่ชื้นแฉะไม่ได้
อาการสัตว์ป่วย
  1. แมวมีอาการซึม ไม่กินอาหาร ไข้สูง เพียงแค่หนึ่งวัน อาจจะเป็นอัมพาตขาทั้ง 4 ข้างเดินไม่ได้
  2. โรคไข้หัดแมวนี้จะรุนแรงมากในแมวอายุน้อย โดยมีอาการที่สําคัญที่พบ คือ มีไข้สูง อาเจียนท้องเสีย มีผลต่อการทรงตัวของลูกแมว และทําให้ลูกแมวตาบอดได้
  3. เมื่อคลําบริเวณช่องท้องจะเจ็บท้อง บางทีพบเป็นลําของลําไส้หนาตัว ภายในมีแก๊สและของเหลว
  4. ตรวจเลือดพบเม็ดเลือดขาวต่ำมาก จึงมีชื่อเรียกโรคนี้ว่า feline panleukopenia
  5. ในลูกแมวโต เมื่อเกิดการติดเชื้อระยะหนึ่งแล้ว ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ ก็จะอาการดีขึ้น แต่ แมวที่หายจากโรคใหม่ๆสามารถพบเชื้อไวรัสออกมากับอุจจาระได้หลายสัปดาห์ แมวเด็กส่วนใหญ่เป็นแล้วตาย ต่างกับแมวผู้ใหญ่เป็นแล้วโอกาสรอดมีมากกว่า แมวอายุมาก ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว พอจะมีภูมิต้านทานโรคอยู่บ้าง แต่แมวที่ไม่แสดงอาการโรคหัด ก็ไม่ได้หมายความว่าแมวตัวนั้นจะไม่มีเชื้อ แมวอาจได้รับเชื้อหัดอ่อนๆอยู่ในตัว ถึงจะไม่มีอาการ แต่ก็เป็นตัวกลางนำเชื้อแพร่ไปสู่แมวตัวอื่นได้เช่นกัน การสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่แมวที่เจ้าของเลี้ยง ต้องดูแลใกล้ชิด
  6. ในแมวตั้งท้อง อาจแท้งลูกหรือลูกตายหลังคลอดได้
  7. อาการอาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง และแห้งน้ำอย่างรวดเร็ว มักทำให้เจ้าของคิดว่าสัตว์โดนสารพิษ
  8. ในกลุ่มแมวอายุน้อย ส่วนใหญ่จะตายอย่างรวดเร็ว อัตราการตายอยู่ระหว่างร้อยละ 25-90 แมวที่ป่วยเป็นหัด ถ้าเป็นแมวเด็กอายุ 6-8 อาทิตย์ จะเสียชีวิตภายใน 1 สัปดาห์ ยิ่งเป็นลูกแมวก็จะไม่มีภูมิต้านทาน ยิ่งน่าเป็นห่วง เมื่อติดเชื้อแล้วอาการเป็นหนักและเสียชีวิตได้ง่ายมาก
การติดต่อ
โรคไข้หัดแมวนี้เป็นโรคเฉพาะสัตว์ในตระกูลแมวเท่านั้น ไม่เคยปรากฎมีรายงานว่าพบการติดต่อมาสู่คนแต่อย่างใด
การรักษา
  1. พาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะเป็นโรคติดต่อร้ายแรง
  2. โดยเฉพาะแมวที่ไม่กินอาหาร หรืออาเจียนท้องเสีย จะทําให้ร่างกายอ่อนเพลียทรุดโทรมมาก สัตว์อาจอยู่ในสภาพช็อคได้
  3. รักษา ตามอาการและพยุงชีวิตให้สัตว์สามารถสร้างภูมิต้านทานต่อโรคได้โดยการให้สาร น้ำทดแทน ขั้นตอนการรักษาหลักๆ คือ ทำให้แมวกินอาหารให้ได้ ต้องพยายามป้อนอาหาร พร้อมกับให้ยาปฏิชีวนะป้องกันโรคแทรกซ้อน การรักษาทำได้เพียงเท่านี้ จะรอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแมวแต่ละตัว
  4. พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน
  5. ฉีดยาระงับการอาเจียนและลดการทํางานของลําไส้โดยการงดอาหารและน้ำ
  6. วิตามินบีรวมโดยการฉีดเข้าทางเส้นเลือด
การป้องกัน
  1. นำแมวไปฉีดวัคซีนป้องกัน เมื่อแมวมีอายุได้ 2 เดือน ฉีดวัคซีนซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 6 เดือน และฉีดซ้ำทุกปี
  2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลโรคระบาดในสัตว์ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารเพิ่มขึ้น
  3. ในส่วนของผู้เลี้ยงจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการนำสัตว์เลี้ยงของตนเองไปฉีดวัคซีนตามที่กำหนด และไม่เลี้ยงอย่างปล่อยปละละเลย
  4. ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดแมวจําหน่ายหลายยี่ห้อ และยังมีชนิดที่เป็นวัคซีนรวมอีกด้วย โดยสามารถใช้ป้องกันได้ทั้งโรคไข้หัดแมวและโรคไข้หวัดแมวไปพร้อมๆกัน วัคซีนโรคอื่นๆที่สำคัญในแมว มี 4 ชนิด โรคไข้หัดแมว โรคพิษสุนัขบ้า โรคลูคีเมีย หรือมะเร็งแมว และโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ
  5. ควรระวังแมวที่ยังไม่เป็นโรค โดยรีบแยกแมวป่วยออกจากแมวปกติตัวอื่นทันที เพราะโรคนี้เป็นได้กับแมวทุกอายุ
  6. ทําความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคที่อาจแพร่ออกมากับอุจจาระปัสสาวะด้วยน้ำยาโซเดียมไฮโปคลอไรด์
  7. เจ้าของแมวที่มีแมวตายด้วยโรคไข้หัดแมวไม่ควรนําลูกแมวที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนเข้ามาเลี้ยงอีก

คำแนะนำบางประการ
  1. สัตว์ป่าตระกูลแมวและแมวทุกเพศทุกวัย ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน โดยใช้โปรแกรมเดียวกับแมวเลี้ยงดังนี้
    โปรแกรมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดแมว

            เข็มที่ 1 ฉีดเมื่อลูกแมวอายุ 2 เดือน
            เข็มที่ 2 ฉีดเมื่อลูกแมวอายุ 6 เดือน
            เข็มที่ 3 จากนั้นฉีดทุกปี โดยฉีดวัคซีนปีละเข็ม
  2. ปกติจะฉีดวัคซีนในแมวช่วงอายุตั้งแต่เดือนครึ่ง 2 เดือน ไปจนถึง 4 เดือน แมว ที่ได้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันติดตัวไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงอายุ 6-7 เดือน อยู่ในช่วงเริ่มโต ถึง 1 ปีขึ้นไป ก็เรียกว่าโตเต็มที่ แมวจะมีภูมิคุ้มกันครบถ้วน ร่างกายแข็งแรง แมวจะเป็นโรคหัดหรือไม่ อยู่ที่ภูมิต้านทานในตัว ทั้งมีอยู่แล้วกับเสริมด้วยวัคซีน เมื่อมีโรคต่างๆเกิดขึ้นมา ร่างกายรับเข้ามาจะกำจัดได้ด้วยการสร้างภูมิสู้ จังหวะที่รับเชื้อโรค ถ้าร่างกายแข็งแรงก็สู้ได้ ในทางกลับกัน ถ้าร่างกายอ่อนแอก็แย่
  3. แมวต่างประเทศ เปอร์เซีย ยุโรป นำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย วัคซีนทุกชนิดจำเป็นต้องให้ ถ้าไม่ให้มักจะไม่ค่อยรอด เพราะ เป็นแมวที่มาอยู่ต่างถิ่น ต่างสภาพแวดล้อม แต่ก่อนที่จะนำเข้ามาเลี้ยง แมวต่างประเทศอาจจะนำเชื้อโรคแปลกใหม่เข้ามาด้วย ดังนั้น ก่อนนำเข้ามาต้องให้วัคซีนป้องกัน โดยเฉพาะวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า เป็นกฎหมายบังคับให้ต้องฉีดมาก่อนล่วงหน้าในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน เหตุผลที่ให้ความสำคัญกับโรคพิษสุนัขบ้า เพราะเชื้อไม่ได้ติดต่อระหว่างสัตว์กับสัตว์ แต่ยังติดไปถึงคนได้และอันตรายถึงชีวิต ปัจจุบันโรคในแมวที่พบหนักหนาถึงขั้นทำให้เสียชีวิต มีอยู่ไม่กี่โรค ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนตั้งแต่เล็ก  

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สัตว์เลี้ยงท้องผูก...ใช้ยาอะไรดี


สัตว์ป่วยขาประจำของผมตัวที่ต้องมาเจอะเจอกันเสมอในทุกเดือน มีอยู่2-3 ตัวครับ ไม่ได้ป่วยรุนแรงอะไรมากหรอกนอกจาก"อาการท้องผูก" แต่ต้องช่วยกันรักษาด้วยวิธีต่างๆ ทั้งสวน ควัก ล้วง ใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำอุจจาระเจ้าปัญหาออกมาให้ได้ กว่าสัตว์จะได้สบายตัวขึ้นต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ หนักหนาเอาการล่ะครับ สัตว์ต้องเจ็บตัว เจ้าของสัตว์ยืนมองด้วยความสงสาร และสำหรับสัตวแพทย์นั้นรักษาสัตว์ด้วยความสงสารและด้วยความทนเหม็น บางตัวก็ถึงขั้นเหม็นเอามากๆ ทีเดียว เมื่อประมวลประสบการณ์ในการล้วงอุจจาระให้สัตว์ของผม พบว่าอาการท้องผูกมักเกิดในแมวมากกว่าสุนัขครับ
วิธีการสังเกตแมวท้องผูก แมวตัวไหนไม่ได้ถ่ายมาหลายๆ วัน มักมีอาการที่เจ้าของพึงสังเกต เช่น ตัวแห้งขาดน้ำ ขนหยาบหยอง กินอาหารน้อยลงหรือไม่ยอมกินอาหาร อาจรุนแรงถึงขั้นอาเจียน มีน้ำลายไหลออกมาจากปากเลยก็มี ถ้าคลำบริเวณท้องจะพบก้อนแข็งของอุจจาระได้อย่างชัดเจน ผู้เลี้ยงควรหมั่นสังเกตสัตว์เลี้ยงให้ดีโดยเฉพาะสุนัขหรือแมวตัวที่เคยมี ประวัติได้
รับอุบัติเหตุเกี่ยวกับกระดูกเชิงกราน ป่วยเป็นโรคของต่อมลูกหมากโต หรือสัตว์ตัวที่อายุมากๆ มักเป็นสาเหตุให้สัตว์ในภาวะนั้นๆ ไม่ค่อยขับถ่ายหรือถ่ายลำบาก หากสังเกตเห็นว่าสัตว์มีอาการท้องผูกในระยะแรกสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ ยาระบาย ที่สำคัญคือต้องแก้ไขสาเหตุของอาการท้องผูกด้วย ถ้าปล่อยปละละเลยไม่ดูแลสัตว์เลี้ยงปัญหาท้องผูกอาจลุกลามที่นี้ต่อให้ ยาระบายไม่สาม
ารถช่วยได้แล้ว ต้องนำสัตว์ป่วยมาสวนทวาร ล้วงอุจจาระกันอยู่บ่อยๆ อย่างรายของสัตว์ป่วยเจ้าประจำของผมก็เป็นได้
สาเหตุของท้องผูก มีอยู่หลายสาเหตุ อาทิ กินอาหารซึ่งมีกากใยน้อย กินน้ำน้อย ขาดน้ำ สัตว์กินสิ่งที่ย่อยยาก กินสิ่งแปลกปลอม เช่น ก้อนขน กระดูกเข้าไป หรือสาเหตุจากพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อมทำให้สัตว์ไม่ชอบขับถ่าย หรือสัตว์เป็นโรคที่ทำให้เจ็บปวดเวลาขับถ่าย ทำให้ไม่ยอมขับถ่ายอย่างเช่น มีเนื้องอก หรือเป็นฝีที่ต่อมลูกหมาก เป็นไส้เลื่อน มีความผิดปรกติของช่องเชิงการเป็นต้น สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำให้สัตว์ขับถ่ายลำบากและเกิดท้องผูกได้ทั้งสิ้น

ยาระบายช่วยในการขับถ่ายช่วยให้สัตว์ถ่ายได้ง่ายขึ้นมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่คือ
1.ยาระบายที่ช่วยหล่อลื่นก้อนอุจจาระในลำไส้ และยังทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น
2. ยาที่ทำให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อน
3. ยาที่ทำให้เพิ่มแรงดันในลำไส้
4. ยาที่กระตุ้นลำไส้ใหญ่โดยตรง
ยาชนิดที่ช่วยหล่อลื่น และทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้นถือว่า เป็นยาตัวเลือกที่นิยมใช้มากชนิดหนึ่งในทางสัตวแพทย์ครับ
ยาในกลุ่มนี้มักเป็นที่รู้จักกันในชื่อการค้าเช่น Agarol หรือตัวยาออกฤทธิ์คือ mineral oil แต่บางท่านอาจรู้จักกันในชื่อของ liquid paraffin มีลักษณะเป็นของเหลว หนืดข้นเหมือนน้ำมันพืช ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี แม้ว่ามีลักษณะคล้ายน้ำมันพืช แต่ mineral oil มีคุณสมบัติแตกต่างจากน้ำมันพืชอย่างสิ้นเชิง ซึ่งน้ำมันพืชนั้นย่อยและดูดซึมได้จึงไม่สามารถคงอยู่ในทางเดินอาหารเพื่อ เคลือบและห
ล่อลื่นอุจจาระที่แข็งในลำไส้ได้ ขณะที่คุณสมบัติของ mineral oil คือไม่สามารถย่อยและไม่ดูดซึมได้ในทางเดินอาหารทำให้คงอยู่ในทางเดินอาหาร จึงสามารถเคลือบ หล่อลื่นและทำให้อุจจาระที่เป็นก้อนแข็งในทางเดินอาหารอ่อนตัวนิ่มขึ้น ส่วนมากแล้วจะใช้ในรายที่มีปัญหาท้องผูกระยะแรกที่ยังไม่รุนแรง ด้วยการป้อนให้สัตว์ตัวที่ท้องผูกกิน โดยเฉพาะในรายที่ท้องผูกจากปัญหาก้อนขนซึ่งสัตว์เลียและกินขนนเข้าไปพันขวาง ทางเดินอ
าหาร หรือในแมวตัวที่มีปัญหาสำไส้ใหญ่ขยายใหญ่ ทำให้อุจจาระค้างอยู่ที่ลำไส้ใหญ่เป็นปริมาณมากและการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบของลำ
ให้ ใหญ่ทำงานได้ไม่เต็มที่ การถ่ายอุจจาระจึงลำบาก สัตว์เจ็บปวดมาก mineral oil เป็นยากิน หรือนำมาสวนทวารเพื่อทำให้การอุจจาระที่อุดตันอยู่ที่ลำไส้นุ่มขึ้น ลื่นขึ้น ถ่ายได้ง่ายขึ้น
ยาระบายในรูปแบบที่ช่วยหล่อลื่นอุจจาระและทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มนี้ ถือว่ามีความปลอดภัยหรือมีผลกระทบในการใช้กับสัตว์ป่วยน้อยมาก สามารถให้ได้ในลูกสัตว์ สัตว์ตัวที่ตั้งท้อง หรือสัตว์แก่ แต่สิ่งที่ต้องระวังในการใช้คือการสำลักจากการป้อน mineral oil ให้สัตว์กิน เนื่องจากว่ายาที่ว่ามีรสชาติที่ไม่น่ากิน ข้น หนืด กลืนลำบากสัตว์หลายๆ ตัวมักปฏิเสธการกินยา ทำให้สำลักลงคอ ลงปอดได้ง่ายๆ และอาจทำให้ปอดบวม ปอดอักเสบตามมา ดังนั้นจึงไม่ควรป้อนให้กับสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสำลักได้ง่ายเช่น ป้อนตอนที่สัตว์ไม่รู้สึกตัวหรือกำลังหลับอยู่ สัตว์ที่มีความสามารถในการกลืนผิดปรกติ กำลังอาเจียน สัตว์ตัวที่ยังอายุน้อยมากๆ หรือตัวที่มีหลอดอาหารโป่งพอง ท้องอืดเป็นต้น
สำหรับปริมาณที่ให้สัตว์กินนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตัวสัตว์ สำหรับสุนัขให้กินได้ประมาณครั้งละ 2 - 60มิลลิลิตร ส่วนในแมวให้กินได้ประมาณครั้งละ 2 - 10 มิลลิลิตร ถ้าให้กินในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดการถ่ายเหลว หรือมี mineral oil ไหลออกมาทางทวารหนักได้
ผลข้างเคียงของการใช้ยา สัตว์ตัวที่ต้องให้ยาระบายนี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ อาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค ลดการดูดซึมสารอาหารบางชนิดที่อาศัยไขมันในการดูดซึม และลดประสิทธิภาพของยาบางชนิดที่ละลายในไขมัน ฉะนั้นระยะเวลาที่เหมาะสมในการให้ยาระบายจำพวกmineral oil ต้องป้อนให้สัตว์ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารย่อยให้เรียบร้อยเสียก่อน จะช่วยลดปัญหาข้างต้นได้ การให้ยาระบาย mineral oil กับสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง บางส่วนที่ถูกดูดซึมได้ในทางเดินอาหารบ้าง ถ้า mineral oil ถูกดูดซึมเป็นเวลานานๆ ในปริมาณที่เพียงพอแล้วอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อ ตับ และอวัยวะภายใน ส่งผลให้เกิดการอักเสบต่อตับหรืออวัยวะภายในได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานว่ามีผลกระทบต่อแมวในการใช้เป็นระยะเวลานานๆ เลย ถ้าจำเป็นต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ควรปรึกษาและรับคำแนะนำจากสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

เท่าที่แนะนำเป็นวิธีหนึ่งที่บรรเทาอาการท้องผูกของสัตว์เลี้ยงในระยะที่ไม่รุนแรงมา

ก นัก ซึ่งยังมียาระบายอีกหลากหลายชนิดที่มีให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละ กรณีไป อย่างไรก็ตาม การแก้ไขไม่ให้สัตว์ท้องผูก ด้วยการปรับอาหารการกินให้เหมาะสม เพิ่มกากใย ให้ย่อยง่าย และกินน้ำให้เพียงพอ พาสัตว์เลี้ยงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สังเกตพฤติกรรมการขับถ่าย รวมทั้งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อให้สัตว์ขับถ่ายได้อย่างสะดวก เป็นต้นว่าผู้เลี้ยงแมวต้องหมั่นทำความสะอาดเปลี่ยนทรายในกระบะขับถ่าย สิ่งสำคัญต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นวิธีป้องกันอาการท้องผูกที่ดีวิธีหนึ่งเลยทีเดียว จะได้ไม่ต้องป้อนยาระบายหรือต้องนำสัตว์ไปล้วงอุจจาระให้ลำบาก

ที่มา http://www.petgang.com/healthy/index.php?Group=11&Id=62

แมวท้องผูกมีอาการอย่างไร?


ถ้าเป็นคนละก็ง่าย เพราะเมื่อเราไม่ถ่ายอุจจาระคงแสนทรมานจนต้องรีบไปหาหมอแล้ว แต่แมวล่ะเค้าพูดไม่ได้นะปัญหา ท้องผูกในระยะแรกๆ จะทราบได้ยากมาก ถ้าแมวตัวนั้นไม่ได้เลี้ยงอยู่กับเจ้าของตลอดเวลาและที่สำคัญถ้าเจ้าของไม่ ช่างสังเกตและไม่เคยใส่ใจหรือหมั่นคอยดูแลพฤติกรรมการขับถ่ายอุจจาระและ ปัสสาวะของแมวเลย ปรกติแล้วแมวก็ต้องถ่ายทุกวันเหมือนกับคนเราเช่นกัน ถ้าเริ่มไม่ถ่ายหนึ่งวันอุจจาระจะหมักหมมในลำไส้ใหญ่และสะสมเพิ่มขึ้นไป เรื่อยๆ หากไม่ถ่ายอีกในวันต่อไป ฉะนั้นอาการเริ่มต้นที่สุดของแมวท้องผูกคือ ไม่ถ่ายอุจจาระ จากนั้นเมื่อนานมากขึ้นแมวจะปวดท้อง ร้องครางตอนที่ถ่าย และเริ่มมีการเบ่งถ่ายนานๆ มีอุจจาระเหลวๆ ไหลออกมาเปรอะเปื้อนรอบๆ รูทวาร ทำให้เจ้าของหลายท่านสับสนนึกว่า แมวท้องเสียทั้งๆ ที่ท้องผูกมาก ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากบริเวณลำไส้ใหญ่มีกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างสาร คัดหลั่งเมื่อมีอาการอักเสบการสะสมของอุจจาระมากๆ ทำให้มีการสร้างเจ้าสารคัดหลั่งที่ว่านี้มากเช่นกันและเมื่อแมวเบ่งมันก็จะ ไหลออกมาง่ายกว่าก้อนอุจจาระแข็งๆ แมวบางตัวเบ่งมากจนหมดแรง บางตัวเบ่งจนน้ำลายไหล บางตัวเบ่งจนอาเจียนตามมา และตัวแมวจะมีกลิ่นเหม็นอุจจาระมากเพราะมันมีอุจจาระเล็ดออกมาตลอด แมวจะมีอาการเบื่ออาหาร ซึม หนังเหี่ยวเพราะขาดน้ำมาก หมดแรงและตายได้ถ้าไม่ได้รับการรักษา

ทำไมแมวถึงมีอาการท้องผูก? สาเหตุของปัญหาท้องผูกที่เราพบได้ ขอเริ่มจากปัญหาส่วนของลำไส้ใหญ่ตีบจากการถูกกด เช่น แมวได้รับอุบัติเหตุที่ทำให้กระดูกเชิงกรานหักหรือเคลื่อนมาขวางช่อง เชิงกราน
หลาย ตัวถูกรถชนที่สะโพกไม่ถึงตายแต่ก็ได้รับผลพวงของปัญหาดังกล่าว ถ้าการชนครั้งนั้นแรงพอที่จะทำให้ส่วนของกระดูกสะโพกเคลื่อนมากดที่ลำไส้ ใหญ่ ถ้าแมวของใครกำลังเผชิญปัญหานี้ต้องสังเกตการขับถ่ายของเค้าด้วยว่าปรกติ หรือไม่ ยัง มีแมวบางตัวมีเนื้องอกในช่องท้องมากดลำไส้ใหญ่ ทำให้การขับอุจจาระไม่สะดวกแมว อีกปัญหาที่ทำให้แมวท้องผูก คือ มีการขยายตัวและลดการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ จนทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า เมกกะโคลอน (Megacolon) นึก ถึงลำไส้ใหญ่โดยปรกติมันเหมือนท่อตรงๆ ขนาดใหญ่ที่มีหน้าที่กักเก็บอุจจาระแล้วขับถ่ายออกมา เมื่อมันลดการบีบตัว อุจจาระจะออกันมากขึ้นและขยายขนาดจากท่อที่ตรงๆ ก็จะเริ่มขยายออกเป็นกระพุ้งทำให้อุจจาระไปออสะสมเป็นอย่างมาก อาการนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จากสถิติพบว่าแมวตัวที่อ้วนและไม่ค่อยมีกิจกรรมใดๆ มีความเสี่ยงมากกว่าแมวตัวที่ผอมเพรียว ว่องไว ปัญหาสุดท้ายเกิดได้จากการอุดตันของลำไส้ใหญ่เอง มีปัจจัยมากมายเช่น จากก้อนขนที่แมวเลียเข้าไป (Hairball) เนื่อง จากพฤติกรรมการเลียขนตัวเองจากทำความสะอาดและชอบตกแต่งขน เมื่อเลียขนย่อมมีขนติดเข้าไปในทางเดินอาหารในลำไส้และมันจะสะสมอุดตันได้ใน ที่สุด แมวบางตัวมีเนื้องอกที่ในลำไส้ใหญ่เองเลยก็มี ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการถ่ายเป็นเมือกเลือดร่วมและเป็นนาน ๆ เรื้อรังไม่หาย เพราะเนื้องอกจะค่อยๆ ขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีขนาดใหญ่มาก พอที่จะปิดกั้นอุจจาระนั่นก็เกิดปัญหาท้องผูกตามมา แมวพวกสุดท้ายที่เกิดปัญหาท้องผูกเนื่องจากการกลืนกินสิ่งแปลกปลอมของแข็งๆ อย่างกระดาษ พลาสติก เศษกระดูก ลงไปในทางเดินอาหารมันจะไปสะสมอุดตันในทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้อาการท้องผูกยังอาจเกิดจากปัญหาทางโครงสร้างและกระดูก จนแมวไม่สามารถลงไปถ่ายที่กระบะทรายได้ การได้รับยาต้านมะเร็ง หรือยาลดกรดติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท้องผูกได้

การตรวจวินิจฉัยแมวท้องผูกทำได้อย่างไร? เบื้องต้นดูจากอาการที่แมวแสดงออก จากนั้นเจ้าของสามารถคลำตรวจช่องท้องของแมวได้เลย ตำแหน่งที่คลำตรวจคือ ส่วนของลำตัวช่องท้องตรงขาหนีบ เจ้าของสามารถใช้มือบีบคลำเองได้ ปรกติก้อนแข็งเป็นลำยาวๆ นั่นคือ อุจจาระที่สะสมในลำไส้ใหญ่ การเอกซ์เรย์จะช่วยทำให้วินิจฉัยได้แม่นยำและสามารถบอกได้ว่ามีการสะสมมาก น้อยขนาดไหน ขนาดของลำไส้ปรกติดีหรือไม่

การจัดการแมวที่มีอาการท้องผูกทำอย่างไร? เบื้องต้นต้องตรวจดูสภาพของปัญหาท้องผูกก่อนว่ารุนแรงขนาดไหนเพราะถ้าเป็น มาก การให้ยาถ่ายไม่สามารถที่จะขับถ่ายเอาอุจจาระที่สะสมออกไปได้ การสวนล้างและล้วงเอาอุจจาระที่คั่งค้างออกจำต้องทำก่อน ต่อจากนั้นคุณๆ ต้องหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา เมื่อพบควรจัดการแก้ไข เช่น แมวมีก้อนขนสะสมจากการเลียต้องหมั่นให้ยาถ่ายขน แมวกินของแปลกปลอมต้องเก็บขึ้นที่สูงอย่าให้เค้ากินได้ และควรปรับอาหารที่ให้แมวกินเพื่อเพิ่มเยื่อใยมากขึ้นเพราะจะทำให้เกิดการ ดูด ของน้ำสะสมในอุจจาระได้มากขึ้น อุจจาระจะได้นิ่มทำให้ขับถ่ายออกไปสะดวก ปัญหาท้องผูกของแมวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นถ้าเจ้าของไม่ใส่ใจรักษาและหาทางป้องกัน รีบพาแมวไปหาสัตวแพทย์หากเค้าท้องผูก อย่านิ่งดูดายเพราะแมวไม่ได้มีเก้าชีวิตอย่างที่เราคิดนะครับ

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การคำนวณอายุแมว

         
          - แมวอายุ 1 เดือน เท่ากับคนอายุ 5 เดือน

          -
แมวอายุ 2 เดือน เท่ากับคนอายุ 10 เดือน

          -
แมวอายุ 3 เดือน เท่ากับคนอายุ 2-3 ปี

          -
แมวอายุ 6 เดือน เท่ากับคนอายุ 14 ปี

          -
แมวอายุ 8 เดือน เท่ากับคนอายุ 16 ปี

          -
แมวอายุ 1 ปี เท่ากับคนอายุ 18 ปี

          -
แมวอายุ 3 ปี เท่ากับคนอายุ 30 ปี

          -
แมวอายุ 5 ปี เท่ากับคนอายุ 40 ปี

          -
แมวอายุ 10 ปี เท่ากับคนอายุ 60 ปี

          -
แมวอายุ 15 ปี เท่ากับคนอายุ 74 ปี

          -
แมวอายุ อายุเฉลี่ยแมว 10 ปี

          -
อายุเฉลี่ยคน 60 ปี
 

การตั้งท้องของแมว 9 - 10 สัปดาห์
การตั้งท้องของคน 9 - 10 เดือน

การสื่อสารผ่านหาง

ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารทั้งมนุษย์และสัตว์แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ ภาษาพูด (ใช้เสียง) และภาษาท่าทาง (เป็นการใช้อวัยวะประกอบในการสื่อสาร) แมวสามารถใช้ หางในการสื่อสาร บ่งบอกถึงอารมณ์ของมัน(เช่น เดียวกันกับสัตว์ชนิดอื่นๆ) ดังต่อไปนี้.

ถ้าหางม้วนห้อยลง แต่ส่วนปลายหางม้วนชี้ขึ้น :
แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกสบายและผ่อนคลาย 
ถ้าหางของมันยกขึ้นเล็กน้อยและม้วนเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล :
แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกเริ่มที่จะสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ถ้าหางของแมวตั้งขึ้น แต่ปลายหางเอียง ไม่ว่าจะเป็นการเอียงไปข้างหน้า หรือข้างหลัง :
แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังสนใจและมีความรู้สึกเป็นมิตรต่อสิ่งที่สนใจ
ถ้าหางตั้งตรงและปลายหางตั้งตรงในแนวดิ่ง :
แสดงว่าแมวกำลังมีอารมณ์ดี รู้สึกเป็นมิตร เมื่อได้พบกัน
ถ้าหางของแมวตั้งตรง โดยที่หาง หรือปลายหางกระดิก หรือสั้นอย่างนุ่มนวล :
แสดงว่าแมวกำลังแสดงความชอบ ความรัก (showing affection).
ถ้าหางของแมวอยู่นิ่งๆ แต่จะมีการกระตุกเป็นครั้งคราว :
แสดงว่าแมว รู้สึกว่าถูกรบกวน หรือมีความกังวล ทุกข์
ถ้าหางของแมวนิ่ง แต่ปลายหางมีการกระตุกอย่างหนัก :
แสดงว่าแมวกำลังรู้สึกโกรธมาก
ถ้าหางของแมวสะบัดอย่างรุนแรงจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง :
แสดงว่าแมวกำลังโกรธ*
ถ้าหางแมวเหยียดตรงชี้ขึ้น แต่ขนที่หางลุกชัน :
แสดงว่าThe cat is แมวกำลังดุร้ายก้าวร้าว
ถ้าหางของแมวโค้งและขนตั้งชัน :
แสดงว่าแมวอาจจะตรงเข้าทำร้ายได้ ถ้ามีการกระตุ้นเร้าเพิ่มอีก
ถ้าหางของแมวทอดตัวต่ำลงและลุกพองออก :
แสดงว่าแมวกำลังกลัว
ถ้าหางของแมวยกขึ้นและขนลุกพองออก ทำให้ดูเหมือนมีหางขนาดใหญ่ :
แสดงว่าแมวอาจจะ มีความสุขไปกับการวิ่งไล่ขับกันไปรอบๆ
ถ้าหางของแมวลดตัวลงต่ำมาก บางครั้งอาจจะพบว่าซุกอยู่ระหว่างขาหลัง :
อาจจะแสดงว่าแมวกำลังยอมแพ้

การเลี้ยงดูลูกแมว

การเลี้ยงลูกแมวกำพร้าแม้ต้องมีตารางประจำวันในการให้อาหารที่เหมาะสม การขับถ่ายการเล่นและการนอนหลับ โดยต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อความสำเร็จในการเลี้ยงลูกแมวต้องคำนึงถึง
1. โภชนาการและการหย่านม
2. สุขอนามัย
3. อุณหภูมิและความชื้น
4. การป้องกันโรค
5. การบำรุงและทำให้เข้ากับสังคม
ลูกแมวสุขภาพดีจะจ้ำม่ำแข็งแรง มีชีวิตชีวา หลับนาน ลูกแมวที่สุขภาพไม่ดีจะมีกล้ามเนื้อที่ไม่สมบูรณ์ ร้องบ่อยถ้าไม่ช่วยเหลือ อ่อนแอ ซึมเศร้า เฉื่อยชา
โภชนาการและการหย่านม
ลูกแมวจะได้รับน้ำนมน้ำเหลืองใน 12 ชั่วโมงแรก ลูกแมวจะดูดซึมภูมิคุ้มกันจากน้ำนมน้ำเหลืองได้ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกนับจากคลอด ในกรณีที่แม่แมวไม่สามารถเลี้ยงดูลูกแมวได้ ลูกแมวต้องดูดนมจากขวดหรือหลอดหยดตามแต่จะหาได้
การให้อาหารแบบหลอดผู้ให้ต้องได้รับการฝึกอย่างดี เพราะอาหารอาจเข้าสู่ปอดย่างไม่ตั้งใจทำให้หมดสติ การให้อาหารแบบหลอดจึงเสี่ยง อนุญาตให้ใช้เฉพาะในลูกแมวอ่อนแอซึ่งต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์ ควรลูบหลังลูกแมวให้เรอระหว่างให้อาหารและหลังอาหาร โดยนำมันผาดไหล่ ให้ตัวตั้งตรงและตบหลังเบาๆ การให้น้ำนมจากขวดหรือหลอดต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการปอดบวมหรือการสำลักน้ำ
ใน 24-28 ชั่วโมงแรก ลูกแมวต้องการนม 1 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง แต่ละวันเพิ่มจำนวนขึ้น 0.5 มิลลิลิตร จนถึง 10 มิลลิลิตรต่อมื้อ จึงหยุดเพิ่ม ใน 1 วันลูกแมวควรได้รับอาหาร 6-9 มื้อ
ในช่วง 2 สัปดาห์ ให้อาหารลูกแมว 5-7 มิลลิลิตรต่อครั้ง
ช่วง 3 สัปดาห์ จะเริ่มให้อาหารอ่อน 3 เวลาต่อวัน และยังมีการให้นมจากขวดอยู่
ในสัปดาห์ที่ 4 ลูกแมวควรได้รับน้ำนมจากขวด 4-6 ครั้งต่อวันร่วมกับอาหารอ่อน 4-5 ครั้งต่อวัน ลดการให้อาหารช่วงกลางคืนลง
ลูกแมวจะกินอาหารแข็งได้เมื่ออายุ 7 สัปดาห์
สัญญาณแรกของการเจ็บป่วย คือ น้ำหนักลด น้ำหนักของลูกแมวจะเพิ่มขึ้น 50-100 กรัมต่อสัปดาห์ เมื่อลูกแมวอายุ 14 วัน น้ำหนักจะเพิ่มเป็น 2 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด ถ้าลูกแมวน้ำหนักไม่เพิ่มควรให้อาหารเพิ่มขึ้น
สุขอนามัย
ลูกแมวเกิดใหม่จะไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ เพราะกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยังเจริญไม่สมบูรณ์ ลูกแมวต้องได้รับการกระตุ้นโดยใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ ชุบน้ำอุ่นลูบบริเวณทวารหนัก จะทำให้ลูกแมวปัสสาวะ อุจจาระภายใน 1-2 นาที โดยปกติลูกแมวอายุ 21 วัน จะขับถ่ายของเสียได้เอง หมั่นสังเกตปัสสาวะและอุจจาระของลูกแมว ปัสสาวะปกติควรมีสีเหลืองอ่อนหรือใส ถ้ามันมีสีเหลืองคล้ำหรือส้มแสดงว่าลูกแมวได้รับอาหารไม่เพียงพอ ปกติอุจจาระจะมีสีน้ำตาลจางหรือเข้ม อุจจาระสีเขียวแสดงถึงโรคติดเชื้อ ถ้าอุจจาระแข็งมากแสดงว่าให้อาหารทีละมากๆ แต่ให้ไม่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ท้องอืด มีแก๊ส หายใจไม่สะดวก
อุณหภูมิและความชื้น
ลูกแมวเกิดใหม่ยังไม่สามารถรักษาความร้อนของร่างกาย หรือสั่นตัวเพื่อให้เกิดความร้อนได้ จึงต้องมีที่ให้ความร้อนแก่ลูกแมว เช่น ตู้อบ เครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งถูกออกแบบสำหรับลูกสัตว์เกิดใหม่ จะช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้เหมาะสมและควรระมัดระวังอย่าให้ความร้อนสูงเกินไป ควรมีเทอร์โมมิเตอร์ในบริเวณนั้นเพื่อคอยสังเกตอุณหภูมิ ในสัปดาห์แรกอุณหภูมิควรอยู่ที่ 85-90 องศาฟาเรนไฮต์ ความชื้น 55-65% พอ 3 สัปดาห์ลดอุณหภูมิลงเป็น 75 องศาฟาเรนไฮต์ ลองสังเกตถ้าลูกแมวมาอยู่รวมกันแสดงว่ามันหนาวไป แต่ถ้าลูกแมวอยู่ห่างกันคนละมุมแสดงว่าร้อนไป ลูกแมวที่มีอุณหภูมิร่างกายต่ำควรทำให้อบอุ่นอย่างช้าๆ ภายใน 2-3 ชั่วโมง จนลูกแมวมีอุณหภูมิร่างกายปกติ 97 องศาฟาเรนไฮต์
ควรรักษาความชื้นโดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำวางเหนือกล่องที่ลูกแมวอยู่ จะช่วยเพิ่มความชื้นได้ ไม่ควนเลี้ยงลูกแมวในที่อับชื้น หรือบนพื้นที่ผุพัง เพราะจะทำให้เกิดเชื้อรา ซึ่งอาจเกิดโรคทางเดินหายใจได้ การควบคุมอุณหภูมินั้นสำคัญกว่าในเรื่องความชื้น ลูกแมวควรอยู่ในที่ที่มีผิวสัมผัสที่ดี เช่น ผ้าห่ม ขนแกะ จะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกแมว
การป้องกันโรค
ลูกแมวอาจติดโรคได้ง่าย เช่น โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ถ้าหากไม่ได้รับน้ำนมเหลืองจากแม่ นมน้ำเหลือง 24 ชั่งโมงแรกหลังคลอดจะมีแอนติบอดีมากมาย ซึ่งแอนติบอดีจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ลูกแมวที่ไม่ได้กินนมน้ำเหลืองจะมีภูมิคุ้มกันโรคน้อย และควรฉีดวัคซีนให้ลูกแมวด้วย ลูกแมวอาจได้รับอันตรายจากพยาธิ จึงควรถ่ายพยาธิให้ลูกแมว เริ่มเมื่อลูกแมวอายุ 6 สัปดาห์ และถ่ายซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 8 และ 10สัปดาห์
การบำรุงและทำให้เข้ากับสังคม
เราควรลูบขน กอด และให้ลูกแมวเล่นกับคนประมาณ 30-40 นาทีต่อวัน นอกเหนือจากการให้อาหารและทำความสะอาดให้มัน ลูกแมวต้องการการกระตุ้น ควรปูรองพื้นกล่องที่ลูกแมวนอนด้วยวัสดุอ่อนนุ่ม ลูกแมวจะอบอุ่นและหลับสบาย สิ่งสำคัญคือทำให้เหมือนลูกแมวเป็นสมาชิกในบ้านในช่วง 3-6 สัปดาห์ จำไว้ว่ามันยังเด็ก ต้องจับอย่างทะนุถนอม แต่ต้องเริ่มฝึกลูกแมวให้คุ้นเคยกับเสียง การขับถ่าย คนแปลกหน้า และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ
สรุป ไม่ต้องกังวลว่าการเลี้ยงลูกแมวเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย ลูกแมวสุขภาพดี มีความสุขที่คุณเลี้ยงมาคือรางวัลที่วิเศษที่สุด

โรคผิวหนังจากเชื้อราในแมว

แมวที่เป็นโรคผิวหนัง
โรคผิวหนังจากเชื้อราในแมว
โรคผิวหนังจากเชื้อราในแมว
           ซาร์ส -หวัดดี  อ้อ ประทานโทษครับ  ถ้าเป็น "ซาร์ส" ล่ะก็ไม่ดีแน่นอน งั้นเปลี่ยนใหม่เป็น "สวัสดีครับ"  เริ่มต้นก็น่ากลัวซะแล้ว แต่ถือว่าโชคดีที่ในบ้านเราไม่มีการระบาดของโรคนี้  ไม่อย่างนั้นเราอาจจะต้องสวมผ้าปิดปากปิดจมูกกันตลอด   เวลาไปไหนต่อไหนก็คงต้องคอยระแวดระวังและระแวงผู้คนรอบข้าง หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัวเอง  ถ้ากลับเข้าบ้านก็อาจสร้างความกังวลใจว่า จะเอาเชื้อโรคที่ว่านี้กลับมาฝากหรือไม่ หรือไม่อีกทีก็คงไม่กล้าออกไปไหน อยู่กันแต่ในบ้าน  น่าเบื่อแย่เลย   
         อย่างไรก็ตาม เรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าซาร์ส   แต่อาจจะมีความน่ารังเกียจมากกว่าคือ โรคผิวหนังจากโรคเชื้อรา  ที่ว่าน่ารังเกียจก็คือ หากมีใครมากล่าวหาว่าคุณเป็นโรคผิวหนังจากเชื้อรา ก็อาจไม่ได้มองว่าเราแค่เป็นโรค  แต่ว่าคิดว่า เราเป็นคนไม่สะอาดด้วย

        ส่วนโรคผิวหนังจากโรคเชื้อราในแมวนั้นมันเกี่ยวข้องกับความไม่รักษาความสะอาดหรือไม่ อย่างไร มาทำความรู้จักกัน ดีกว่าครับ

โรคผิวหนังจากเชื้อราในแมว   จริงๆ แล้วโรคนี้อาจจะไม่ก่อปัญหากับแมวในบ้านเราเท่าไรนัก เนื่องจากแมวในบ้านเราเป็นแมวขนสั้นเสียส่วนใหญ่    หากแต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้กลับมีความนิยมเลี้ยงแมวจากต่างประเทศเพิ่ม มากขึ้น โดยเฉพาะแมวพันธุ์ขนยาวซึ่งมักเป็นโรคนี้กันมากครับ  จึงพบว่าแมวเป็นโรคนี้มากขึ้น ผมจึงต้องรักษาโรคนี้มากขึ้นด้วย  ดังนั้น ควรกล่าวถึงเสียหน่อย
อาการของโรคผิวหนังจากเชื้อรา   มีหลายแบบเพราะฉะนั้นหากพบว่า มีปัญหาที่ผิวหนังล่ะก็อย่านิ่งนอนใจ  ต้องรีบพาแมวไปหาหมอนะครับ เพราะว่าโรคผิวหนังจากเชื้อรานั้นติดต่อมาสู่คนได้  เจ้าของบางท่านอาจจะยังไม่ทราบ  จึงปล่อยไว้ไม่รักษา   แต่ตัวของเจ้าของแมวกลับมีอาการคันตามเนื้อตัว มีจ้ำแดงๆ ขึ้น พอไปหาหมอ(คน)  คุณหมอก็วินิจฉัยว่า เป็นโรคผิวหนังจากเชื้อรา  เมื่อรักษาหายแล้วก็กลับเป็นขึ้นมาอีก  สุดท้ายกว่าจะรู้ถึงสาเหตุว่า ต้นตออยู่ข้างๆ  ก็แมวตัวที่เรานอนกอดเป็นประจำนี่เอง 
 
         อาการโรคผิวหนังจากเชื้อราในแมวปรากฏมีดังนี้ 1. ขนร่วงเป็นวงกลม  มีขอบแดงๆ และคัน 
2. บางครั้งอาจเป็นเพียงจ้ำแดงๆ ขนร่วง และคัน 
3. บางทีพบเพียงจ้ำแดงๆ แต่ไม่มีขนร่วง
4. มีปื้นน้ำตาลปนดำ ทั้งที่ผิว หรือขน
5. มีตุ่มแดงหรือตุ่มหนอง และขนร่วงเป็นวงกว้าง อาจคันหรือไม่ก็ได้
6. ขนร่วงเป็นวงกว้าง  หรือพบขนแห้งแตกหักร่วมด้วย
7. พบแค่สะเก็ดแห้งๆ ตามตัว
8. มีการอักเสบรอบๆ เล็บ  แดง  มีสะเก็ด หรือ อาจเป็นหนอง
9. เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ  มีเชื้อสะสมอยู่แต่ไม่แสดงอาการใด ๆ

เห็น ไหมครับว่า โรคนี้ปรากฏอาการได้หลายแบบเชียว โดยเฉพาะแบบสุดท้ายซึ่งแมวไม่แสดงอาการ  ทำให้เจ้าของไม่โอกาสระวังตัว  แต่ไม่ต้องตกอกตกใจรีบโยนแมวออกนอกห้องนะครับ  เพราะเป็นกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนัก   ส่วนใหญ่ที่พบคือ แมวเป็นโรคผิวหนัง  ไม่ได้รับการรักษา หรือกำลังรักษาอยู่และเจ้าของก็มีอาการไปด้วยพร้อมๆ กัน   หากเจ้าของแมวมีอาการคันและเมื่อไปตรวจแล้ว คุณหมอวินิจฉัยว่า เป็นเชื้อราล่ะก็  ต้องกลับมาสำรวจเจ้าเหมียวของท่านแล้วล่ะครับ

การป้องกันและการกำจัดเชื้อรา   ถือเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการรักษา  โดยกำจัดเชื้อในบริเวณที่แมวอาศัยอยู่ เพราะเชื้อเหล่านี้ตกค้างอยู่ได้ค่อนข้างนาน  สปอร์ของเชื้อมีขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไปทั้งของใช้ของแมวและบริเวณบ้าน ทำให้เกิดโรคซ้ำๆ ขึ้นได้บ่อย   นอกจากนี้ขนแมวยังสะสมเชื้ออยู่ได้อีกนาน   มีคำแนะนำว่าให้ตัดขนแมวทิ้งเพื่อลดปริมาณเชื้อ ู   นอกจากนั้นยังต้องทำความสะอาดบ้านโดยการดูดฝุ่นบ่อยๆ เพื่อลดปริมาณเชื้อ  และให้นำเครื่องใช้ของแมวมาซักล้างทำความสะอาด หรือตากแดด   อุปกรณ์ที่สะสมเชื้อต้องทิ้งไปเลย (เช่นว่าที่นอนแมวเป็นต้น)  ดังนั้น บ้านที่เลี้ยงแมวขนยาวหลายๆ ตัว แล้วเกิดติดเชื้อราจึงพบว่าเป็นๆ หายๆ  ซ้ำไปซ้ำมา  การกำจัดเชื้อจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  อย่าลืมนะครับ  เชื้อราในแมว เป็นง่ายแต่หายยาก กำจัดยาก พบกันใหม่ฉบับหน้า  สวัสดีครับ

หมายเหตุ
เชื้อก่อโรค   1. Microsporum  canis
               2. Trichophyton  mentagrophytes
               3. Microsporum  gypseum
การติดต่อ   การสัมผัสกับเชื้อ หรือละอองเชื้อรา 
อาการแสดง   ปรากฏได้หลายแบบ เช่น ขนร่วง มีสะเก็ด  ผิวหนังอักเสบ ขนแห้งแตกหัก เป็นต้น
การฆ่าเชื้อ   ลดปริมาณเชื้อด้วยการทำความสะอาด  ดูดฝุ่น  และซักล้างอุปกรณ์ของใช้ของแมว รวมทั้งบริเวณที่แมวอาศัย

การติดต่อสู่มนุษย์   ติดต่อสู่มนุษย์ได้ง่ายมาก

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมว (โรคเอดส์แมว)

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมวหือโรคเอดส์แมวเป็นโรคติดต่อที่สำคัญโรคหนึ่ง โดยมีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Feline lmmunodeficiency Virus (FIV) เชื้อไวรัสชนิดนี้จัดอยู่ในตระกูลเดียวกันกับเชื้อ HIV ที่ทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในคน เชื้อไวรัสนี้จะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของแมวให้เสียไปเรื่อยๆ จนในที่สุดร่างกายแมวไม่สามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ ทำให้แมวเสียชีวิตในที่สุด 


การติดต่อ
การ ติดต่อของโรคนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจาการกัดกันของแมวที่เป็นโรค โดยเชื้อไวรัสจะถูกขับออกทางน้ำลาย นอกจากนี้อาจพบเชื้อไวรัสได้ในเลือด ซีรั่ม พลาสม่า และ/หรือ น้ำในสันหลัง

สำหรับการแพร่กระจายของเชื้อ ไวรัสผ่านทางรก น้ำนม และการเลียของแม่แมว มีรายงานพบว่าเป็นไปได้น้อยมาก และยังไม่มีรายงานการแพร่ของโรคผ่านทางการผสมพันธ์

ปัจจัยเสี่ยง
การ ติดเชื้อชนิดนี้มักพบมากในแมวเพศผู้ที่มีอายุประมาณ 5 ปีขึ้นไป และพบในแมวที่เลี้ยงปล่อยออกนอกบ้านมากกว่าแมวที่เลี้ยงอยู่ภายในบ้าน

อาการของโรค
แบ่งออกเป็น 5 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 เป็นระยะที่เกิดเฉียบพลันหลังจากที่แมวได้รับเชื้อ มีอาการไข้สูง 2-3 วัน หรือหลายสัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณต่างๆ บวมอักเสบ แมวบางรายอาจแสดงอาการรุนแรงแต่ไม่ถึงตาย
ระยะที่ 2 เป็นระยะที่แมวไม่แสดงอาการป่วยให้เห็นแต่เป็นพาหะนำโรค ระยะนี้อาจแสดงอาการนานเป็นเดือนจนถึงหลายปี
ระยะที่ 3 เป็นระยะที่แมวเริ่มแสดงอาการป่วยในเห็นโดยมีอาการไม่เฉพาะเจาะจง อาการที่พบ ได้แก่ มีไข้สูง น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ต่อมน้ำเหลืองบริเวณต่างๆ บวมอักเสบ เม็ดโลหิตขาวต่ำ โลหิตจาง ระยะนี้อาจแสดงอาการนาน 6 เดือนจนถึงหลายปี
ระยะที่ 4 เป็นระยะที่แมวป่วยส่วนใหญ่มักมาหาสัตวแพทย์ เนื่องจากสภาพการป่วยเรื้อรังจากการติดเชื้อแทรกซ้อน อาการที่พบ ได้แก่ ช่องปากและเหงือกอักเสบเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองขยายใหญ่ ผอมแห้ง โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้นเรื้อรัง โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคติดเชื้อทางเดินอาหารเรื้อรัง เม็ดโลหิตขาวต่ำ โลหิตจาง ระยะนี้อาจแสดงอาการเป็นเดือนหรือเป็นปี
ระยะที่ 5 เป็นระยะสุดท้าย โดยแมวป่วยส่วนใหญ่จะทรุดโทรมมาก ซีดมาก ไขกระดูกไม่ทำงาน ผอมแห้งจากการติดเชื้อโรคเรื้อรังต่างๆ และโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น โรคลิวคีเมีย คริโตค็อกโคซิส เป็นต้น บางรายอาจพบความผิดปกติทางระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกันระบบขับถ่ายปัสสาวะ ตา และเนื้องอก ส่วนใหญ่แมวป่วยที่อยู่ในระยะนี้จะเสียชีวิตภายในเวลาไม่นานนัก

การวินิจฉัยโรค
ประวัติและอาการของสัตว์ป่วย
การตรวจเลือด เพื่อดูระดับของเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว
การตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันหรือแอนตี้บอดี้ของร่างกายที่มีต่อเชื้อไวรัส

การรักษา
ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดใดที่ใช้ในการรักษาโรคเอดส์แมวได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน คือ
การให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อควบคุมการติดเชื้อแทรกซ้อน
การให้สารน้ำบำบัดและสารอาหารแก่สัตว์ป่วย เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำและสารอาหาร

การป้องกัน
ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคเอดส์แมว การป้องกันโรคนี้ที่ให้ผลดี คือ
การเลี้ยงแมวให้อยู่ภายในบ้าน และควรทำหมันแมวเพื่อลดโอกาสการออกไปเที่ยวนอกบ้าน
ควรแยกแมวที่ติดเชื้อ FIV ออกจากแมวตัวอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ของเชื้อไวรัสไปยังแมวตัวอื่น
ควรหลีกเลี่ยงภาวะเครียด เพื่อพยุงให้แมวป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น
ในกรณีที่เลี้ยงแมวไว้หลายตัว แมวที่ได้มาใหม่ควรมีการตรวจสอบหารเชื้อ FIV และกักบริเวณเพื่อดูอาการก่อนนำเข้าบ้าน

โรคเอดส์แมวไม่สามารถติดต่อคนได้
เนื่องจากเชื้อ FIV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความเฉพาะเจาะจงมาก โดยจะมีชีวิตหรือเจริญเติบโตอยู่ได้เฉพาะในแมวและสัตว์ตระกูลแมวเท่านั้น


ที่มาของข้อมูล
แผ่นพับของโรงพยาบาลสัตว์สุวรรณชาด สะพานสูง

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การทำหมันแมว


คือการตัดเอารังไข่และมดลูกออกในเพศเมีย  และการเอาอัณฑะออกในเพศผู้  ซึ่งจะทำให้สัตว์ไม่มีฮอร์โมนเพศและหยุดพฤติกรรมเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ได้ ถาวร  สัตว์จะไม่สามารถมีลูกได้อีกเป็นการช่วยลดประชากรสุนัขและแมวไม่ให้มากล้น เมืองสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนเป็นหนุ่มสาว  คือก่อนที่จะเข้าช่วงวัยสืบพันธุ์  (หรือคือก่อนจะมีประจำเดือนในตัวเมีย)
ข้อดีของการทำหมันในแมวเพศผู้

        1. ลดโอกาสการที่แมวตัวผู้จะออกไปเที่ยวนอกบ้าน  โดยเฉพาะการที่แมวตัวผู้จะออกไปเพื่อติดตัวเมียแล้วกัดกันแย่งตัวเมีย 
            ซึ่งอาจทำให้เกิดแผล  ฝีหนอง  หรือติดโรคไวรัสต่างๆได้  เช่นโรคเอดส์แมวเป็นต้น
        2. อาจช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวได้ในบางตัว
ข้อดีของการทำหมันในแมวเพศเมีย
        1. ขจัดปัญหาการเป็นโรคมดลูกอักเสบ
        2. ลดโอกาสการเป็นโรคเนื้องอกเต้านม
        3. ลดโอกาสการเกิดความก้าวร้าวกัดกันจากพฤติกรรมการผสมพันธุ์
        4. ลดประชากรแมวที่มากเกินไป  เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ที่ผสมพันธุ์ได้ปีละหลายๆครั้ง  และมีลูกได้ครอกละหลายตัวด้วย
ข้อแนะนำเพิ่มเติม

                ควรต้องมีการตรวจร่างกายและตรวจเลือดก่อน  เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงในการวางยาและการผ่าตัด  สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือหลังการทำหมันสุนัขจะมี  activity  ลดลงเนื่องจากไม่มีฮอร์โมนเพศ  จึงควรจัดให้สุนัขได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพียงพอ  และควบคุมอาหารให้เหมาะสม  เพื่อลดโอกาสที่จะอ้วนตามมาได้
บทความโดย : สพ.ญ.ศลาวลี สุดทรวง ประจำโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ( ลาดพร้าว )
ที่มา : โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ

โรคของแมว

ใบ บรรดาสัตว์เลี้ยงทุกชนิด แมวจัดว่าเป็นพาหะของโรคติดเชื้อชนิดรุนแรงมากโรคที่สุด การป้องกันและการรักษาอาการเหล่านี้มักมีความซับซ้อนและมีปัญหามาก โรคติดเชื้อจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดติดจากเชื้อไวรัส มักซุ่มซ่อนอยู่ในร่างกายโดยไม่รู้ตัว บางชนิดอาจแฝงอยู่ในตัวนานหลายปี บางครั้งถึงอาการจะหายสนิทอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็อาจกลับมาป่วยได้ใหม่เมื่แมวอายุมากขึ้น หรือเมื่อแมวมีความเครียดทางกายหรือทางใจ ความเข้าใจอย่างดีถึงวิธีการติดต่อของโรคติดเชื้อ จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง หากคุณปรารถนาจะป้องกันแมวของคุณจากโรคร้ายแรงเหล่านี้ โดยเฉพาะจากโรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมว หรือ Feline Immunodeficiency Virus (FIV)
โรค FIV ไม่รุนแรงเท่ากับโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวในแมว (หรือ FeLV) และไม่เกี่ยวข้องกับเนื้องอก โรคนี้มีระยะการฟักตัวนาน จึงรุนแรงถึงเสียชีวิตในขั้นสุดท้ายของโรคเหมือนโรค FeLV
อาการบ่งชี้ของโรค FIV ไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่ประกอบด้วย
-  มีอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อหลายประเภท (เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง)
-  มีอาการเลือดจาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยับยั้งของไขกระดูก
การติดต่อ
โรค FIV ติดต่อหลัก ๆ ทางน้ำลาย การกัดเป็นวิธีที่พบบ่อยที่สุดในการติดเชื้อนี้ เป็นเหตุให้แมวตัวผู้ ซึ่งชอบต่อสู้มากกว่าตัวเมีย มีโอกาสติดเชื้อนี้สูงกว่าตัวเมียถึงสามเท่า
---------------------------------------------------------------------------------------------------
โรคลำไส้อักเสบติดเชื้อไวรัสในแมว หรือ Feline Infectious Enteritis (FIE)/Feline Pandleucopenia/Feline Parvovirus
โรคติดเชื้อนี้สามารถป้องกันได้และัเรียกได้หลายชื่อ แต่ก็มีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา
อาการบ่งชี้ของโรค
-  อาเจียนและท้องร่วงรุนแรง โดยอาจมีเลือดปน
-  เซื่องซึมและเมินเฉยต่อสิ่งต่าง ๆ
-  มีอาการขาดน้ำ
การติดต่อ
โรค FIE ติดต่อผ่านสารคัดหลั่งและของเสียที่ขับจากร่างกายของสัตว์ที่ติดเชื้อนี้ หรือผ่านสิ่งสกปรกต่าง ๆ แมวที่เป็นโรค FIE จะยังคงติดเชื้ออยู่นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ๆ ไวรัสชนิดนี้มีความอดทนสูง โดยสามารถมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้นานหนึ่งปี
---------------------------------------------------------------------------------------------------
โรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวในแมว หรือ Feline Leukaemia Virus (FeLV) โรค FeLV
มีระยะฟักตัวค่อนข้างนานหลายปี และมักจะลุกลามจนถึงขึ้นคุกคามชีวิตในการติดเชื้อระยะสุดท้าย
อาการบ่งชี้ของโรค FeLV ไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่ประกอบด้วย
-  มีพัฒนาการของเซลล์มะเร็งในเม็ดเลือดขาว เช่น มีเนื้องอกร้ายของต่อมน้ำเหลือง
-  มีอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อหลายประเภท (เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันถูกยับยั้ง)
-  มีสภาวะเลือดจาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยับยั้งของไขกระดูก
การติดต่อ
เชื้อไวรัส FeLV ติดต่อผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ และสารคัดหลั่งอื่น ๆ ของแมวที่ติดเชื้อ ที่บ่อยที่สุดคือการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกตั้งแต่แรกเกิด โรค FeLV อาจติดต่อผ่านการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับแมวที่ติดเชื้อนี้ รวมทั้งผ่านชามอาหาร ชามน้ำ และถาดรองมูลของแมวที่ติดเชื้อ

---------------------------------------------------------------------------------------------------
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือ Upper Respiratory Tract (URT) Infections
โรค URT อาจทำให้อวัยะหลายแห่งมีอาการติดเชื้อรุนแรง เชื้อไวรัส Reovirus มักเป็นต้นเหตุของการอับเสบเล็กน้อยที่ตาเท่านั้น ขณะที่เชื้อ Chlamydia ซึ่งอยู่ในตระกูลแบคทีเรียจะทำให้เกิดการอักเสบอย่างมาก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาต่อยาหยอดตาปฏิชีวนะ ทั้งนี้เชื้อไวรัส Calicivirus (Calici) และ Rhinortacheitis virus คือ สาเหตุของอาการรุนแรงที่สุดขแงการติดเชื้อ URT
    แมวอาจทุเลาจากการติดเชื้อไวรัส calici หรือการอักเสบของจมูกและหลอดลม แต่จะกลายเป็น "พาหะเงียบ" นำเชื้อไปติดแมวตัวอื่นได้ ทั้งนี้การอักเสบของจมูกและหลอดลม เกิดจากไวรัสตระกูล herpesvirus ซึ่งจะฟื้นตัวได้ไหมในภาวะที่ร่างกายและจิตใจตึงเครียด
การติดเชื้อไวรัส Calicivirus และการอักเสบของจมูกและหลอดลมมีอาการดังนี้
-  จาม และมักมีขี้มูกหนา
-  ตาเยิ้มและมีขี้ตาเหนียว
-  มีแผลเปื่อยและแผลขนาดเล็กในปาก
-  มีไข้
-  อยากอาหารลดลง พร้อมกับสูญเสียการดมกลิ่น
-  มีแผลเปื่อยที่ตา (เป็นผลจากการติดเชื้อไวรัส Rhinotracheitis virus)
-  เซื่องซึม และข้อต่อบวมในลูกแมว (เป็นผลจากการติดเชื้อไวรัส calicivirus)
การติดต่อ
- ไวรัส Herpesvirus ไม่แพร่กระจายในอากาศ แต่ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับแมวที่ติดเชื้อ หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือของเสียที่ขับออกจากร่างกายของแมวที่ติดเชื้อ
- ไวรัสชนิดนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้นานหนึ่งเดือน
- ไวรัส Calicivirus ติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงกับแมวที่ติดเชื้อ หรือการสัมผัสสิ่งที่เปื้อนสารคัดหลั่งหรือของเสียที่ขับออกจากร่างกายของ แมวที่ติดเชื้อ และยังฟุ้งกระจายไปในอากาศได้ด้วย
- ไวรัส Chlamydia ติดต่อผ่านสารคัดหลั่งของแมวที่ติดเชื้อ เช่น น้ำตาและน้ำลาย ส่วนแบคทีเรีย Bordetella ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ URT ในสุนัข สามารถติดต่อจากสุนัขที่ติดเชื้อไปสู่แมวได้ผ่านเชื้อที่ฟุ้งกระจายในอากาศ
---------------------------------------------------------------------------------------------------
โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบชนิดติดเชื้อในแมว หรือ Feline Infectious Peritonitis (FIP)
ลูก แมวจะติดเชื้อโรคนี้ได้มากที่สุด ในระยะแรกที่ติดเชื้อไวรัสนี้ จะไม่มีอาการแสดงออกมา หรืออาจท้องร่วงเล็กน้อย จากนั้นเชื้อจะลุกลามจนถึงขึ้นคุกคามชีวิตได
อาการของโรค FIP ไม่อาจคาดได้ แต่แบ่งเป็นรูปแบบ "เปียก" และ "แห้ง"
โรค FIP ในรูปแบบ " เปียก" ทำให้
-  มีของเหลวในช่ออก ทำให้หายใจลำบาก
-  มีของเหลวในช่องท้อง ทำให้ท้องบวม
-  มีไข้ อาเจียน และท้องร่วง
-  น้ำหนักลด
อาการของโรค FIP ในรูปแบบ "แห้ง" ได้แก
-  ไตวาย
-  กระเพาะและลำไส้ทำงานไม่สะดวก
-  มีปัญหาด้านทางเดินหายใจ
-  เป็นลม
-  ตับติดเชื้อ
-  เซื่องซึม
การติดต่อ
โรคติดเชื้อไวรัสตระกูล Coronavirus ในแมวมีอยู่สองประเภท คือ Feline Enteric Coronavirus และ FIP
    ทั้งสองประเภทสามารถติดต่อไปสู่ลูกแมวทางการสัมผัสปากและจมูกกับมูลของแมว ที่ติดเชื้อ ระยะรุนแรงที่สุดของโรค Feline Enteric Coronavirus จะทำให้ลูกแมวท้องร่วงอ่อน ๆ ภายหลังเพิ่งหย่านม ถ้าแมวติดเชื้อไวรัสนี้เป็นเวลานาน เชื้อไวรัสก็จะพัฒนาไปสู่ขั้นรุนแรงของโรค FIP ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
---------------------------------------------------------------------------------------------------
โรคพิษสุนัขบ้า หรือ Rabies
โรคนี้อันตรายถึงขึ้นเสียชีวิต และสามารถติดต่อไปสู่คน
อาการของโรคนี้มีหลากหลายมาก
ประกอบด้วย
-  เซื่องซึม
-  กลืนอาหารลำบาก
-  เป็นลม
-  ก้าวร้าวมากขึ้น หรือเชื่อฟังมากขึ้น ซึ่งอย่างหลังไม่ค่อยพบนัก
การติดต่อ
โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อผ่านน้ำลายจากการถูกกัดโดยสัตว์ที่ติดเชื้อนี้ อย่างไรก็ตาม แมวมักสามารถต้านทานการติดเชื้อนี้ได้ตามธรรมชาติ เชื้อไวรัสชนิดนี้อ่อนแอ และไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่อาศัยอยู่ในพาหะ

Facebook Share

Follow by Email

Carousel Widget