หน้าแรก

ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อาหารแมว

อาหารแมว
  

อาหารลูกแมว
                    ให้ลูกแมวอยู่กินนมแม่ไปตลอดจนกว่าจะหย่านมไปเอง ไม่ควรให้ลูกแมวหย่านมเมื่ออายุต่ำกว่า 45 วัน เพราะจะทำให้สุขภาพของแมวไม่สมบูรณ์ในภายหลังได้ อย่างไรก็ตามหลังจากหย่านมยังเป็นอาหารที่สำคัญและจำเป็นต่อลูกแมวอยู่จน กว่าอายุจะเลยเก้าเดือนไปแล้ว อาหารอย่างอื่นจึงจะสำคัญและจำเป็นกว่า แต่ควรให้แมวกินนมวันละครั้งหรือเป็นครั้งคราว และต้องคอยสังเกตว่าแมวมีอาการท้องร่วงท้องเสียจากการกินนมหรือไม่ถ้ามีควรงด 
                    ลูกแมวอายุประมาณ 3 เดือนควรตั้งต้นให้กินอาหารเนื้อได้แล้ว แต่ควรเป็นเนื้อที่สับละเอียดและให้เพียงเล็กน้อย ลูกแมวอายุ 5 ถึง 7 อาทิตย์แล้วแม่แมวให้นมลูกควรจัดให้กินวันละ 4 มื้อ พออายุ 7 ถึง 12 อาทิตย์ลดลงเหลือ 3 มื้อ
                    ถ้าลูกแมวกำพร้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ยังไม่หย่านม ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด หากไม่สามารถนำไปให้กินนมแม่แมวตัวอื่นได้ก็ต้องชงนมให้กินแทนนมแม่ ซึ่งควรระวังเกี่ยวกับความสะอาดและคุณภาพของนมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาจทำให้ลูกแมวเกิดติดเชื้อจากนมที่สกปรก  นมบูด ทำให้ท้องร่วงถึงตายได้ นมที่ใช้เลี้ยงลูกแมวกำพร้าอาจใช้นมผงเลี้ยงทารก นมวัวสด หรือนมสดยู.เอช.ที ผสมน้ำและวิตามิน นำมาอุ่นอุณหภูมิประมาณ
98-100 องศาฟาเรนไฮท์ หรือ อังพออุ่นมือจับได้กรอกใส่ขวดยางป้อนลูกแมว 


อาหารแมวโต
           แมวที่กำลังโตหรือหย่านมแล้วผู้เลี้ยงสามารถจัดอาหารให้กินน้อยลงได้ คือให้วันละ 3 มื้อ
และเมื่อโตเต็มที่เป็นแมวหนุ่มที่อาจลดจำนวนอาหารเหลือเพียง
2 มื้อ คือเช้าและเย็นก็พอ ที่สำคัญคือ ควรฝึกให้แมวกินอาหารเป็นเวลา ไม่ควรทิ้งอาหารไว้ในจานให้แมวกินตลอดทั้งวัน เพราะเป็นการเสียนิสัย อาหารอาจมีแมลงวันตอมนำเชื้อโรคมาให้ หรืออาหารบูดเสีย ทำให้แมวท้องร่วงได้

อาหารแมวท้อง 

            อาหารที่ใช้เลี้ยงแมวกำลังตั้งท้อง นั้นจะต้องมีคุณภาพสูง โปรตีนมาก ไขมันน้อย ขนาดและปริมาณที่ใช้ใน 5 ถึง 6 อาทิตย์แรกของการตั้งท้องพอ ๆ กับใช้เลี้ยงดูแมวโตเต็มวัยประจำวัน แต่จะเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้นตามน้ำหนักตัวแมวในระยะ 3 อาทิตย์สุดท้ายก่อนคลอด คือเพิ่มอาหารให้ปริมาณ 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ก่อนคลอด 1 ถึง 2 วัน แม่แมวบางตัวมักไม่ค่อยกินอาหาร  หรือไม่กินเลยเพราะมัวตั้งหน้าตั้งตาหาสถานที่หรือกังวลอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่แมวสาวท้องแรกแต่ถือเป็นเรื่องปกติ
            หลังคลอดลูกแล้วก็จะกินอาหารเอง ข้อพึงระวังคืออย่าขุนจนแมวอ้วนเกินไปทำให้คลอดลำบาก หรือคุมอาหารเสียจนผอมไปไม่มีแรงเบ่งในการคลอด หลังจากคลอดแล้ว แม่แมวก็กลายเป็นแมวแม่ลูกอ่อน ซึ่งอาหารที่ใช้เลี้ยงแมวในช่วงนี้ไม่ได้ให้เฉพาะแต่แม่เท่านั้น มันต้องถ่ายทอดไปยังลูกแมวด้วยโดยการเปลี่ยนเป็นน้ำนม ฉะนั้นปริมาณอาหารที่แม่แมวกินจะต้องมีปริมาณเพียงพอเหมือนช่วงตั้งท้อง
 



 อาหารแมวแก่
             แมวแก่ แมวสูงอายุ ร่างกายย่อมต้องการพลังงานน้อยลงจึงไม่ต้องการอาหารมากนัก เพราะถ้ากินมากก็รังแต่ละทำให้มีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วนเกินไป ซึ่งควรให้อาหารน้อยลง โดยหลักการแล้วอาหารสำหรับแมวแก่ต้องย่อยง่าย วิตามิน เนื้อที่ไม่มีผังผืด อาหารที่ไม่มีไขมันหรือน้ำตาลที่จะทำให้อ้วน พวกแป้ง วิตามิน รวมทั้งแร่ธาตุต่าง ๆ เพื่อบำรุงร่างกายปริมาณที่ให้ก็ไม่ควรมากเกินไป  เพราะแมววัยนี้แล้วไม่กระฉับกระเฉง  การวิ่งเล่นออกกำลังกายย่อมน้อยลง กินกินนอนนอนไม่ได้ใช้พลังงานมากนัก  ระบบย่อยอาหารและขับถ่ายเริ่มย่อนประสิทธิภาพ
             ฉะนั้นอาหารที่กินเข้าไปมาก ๆ นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แล้วยังทำให้เกิดโทษ 



ชนิดของอาหาร
             การเลี้ยงแมวตามบ้านคนส่วน ใหญ่ ซึ่งเจ้าของมีฐานะความเป็นอยู่แบบไทย ๆ ทำให้แมวเป็นสัตว์ที่กินง่าย เจ้าของแมวส่วนมากมักเลี้ยงแมวด้วยอาหารในครัว อาจเป็นปลาคลุกกับข้าว หรือไข่ต้มหรือน้ำแกงจืด ซึ่งแมวก็อยู่ได้ แต่ถ้าเลี้ยงกันดีเป็นพิเศษหรือเข้าอกเข้าใจแมว อาจมีการเสริมอาหารประเภทเนื้อ นม เสริมให้กิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของที่มีฐานะดี
หรือเลี้ยงแมวตามหลักการ อาหารการกินก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารคุณภาพ ซึ่งก็เป็นผลดีแก่ตัวแมวและเจ้าของ
            สำหรับชนิดของอาหารแมวนั้น สามารถแบ่งออกได้
3-4 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เราซื้อหามาปรุงเอง อาหารสำเร็จหรืออาหารสำเร็จรูป ซึ่งอาหารเหล่านี้ก็แตกต่างกันไปในแง่ของรสชาติ คุณภาพ ราคาและคุณค่าของอาหาร ผู้เลี้ยงสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม



อาหารปรุงเอง
                  การปรุงอาหารขึ้นเองสำหรับให้แมวกินตามบ้านเป็นเรื่องปกติสำหรับการเลี้ยวแมว ทั่ว ๆ ไป
แต่ถ้าต้องการให้อาหารถูกส่วนถูกกับความต้องการของแมวโดยซื้อมาปรุงให้ตามสุ ตร ต้องเข้าใจถึงหลักโภชนาการมาก่อนจึงทำได้เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก และค่อนข้างละเอียด เราจะต้องคำนวณทั้งอัตราส่วนและปริมาณของสารอาหารที่เหมาะสมตรงตามความต้อง การของแมวในแต่ละวัย 

                   นอกจากนี้อาหารที่ปรุงเองก็ยังมีรสชาติไม่แน่นอน เช่น เค็มหรือหวาน รสชาติอาจไม่ถูกปากแมว อาจจะมีไขมันมาก ถ้าใส่ข้าวมากก็จะขาดวิตามิน ถ้าใส่เนื้อมากเกินไปก็จะได้รับโปรตีนเกินความจำเป็น ทำให้ย่อยยากกระเพาะต้องทำงานหนัก สิ่งเหล่านี้ต้องคำนึง

  
อาหารสด 
                 เป็นอาหารผสมเสร็จ มักพบในตู้แช่แข็งตามซุปเปอร์มาร์เก็ต อาหารสดผสมเสร็จนี้บางชนิดก็มีคุณค่าทางอาหารครบ แต่บางชนิดก็ไม่ครบ   เวลาที่จะให้แมวต้องปรุงให้สุกเสียก่อน   ราคาจะถูกกว่าอาหารสำเร็จรูปชนิดอื่นเล็กน้อย 
                
แต่มีข้อเสียคือต้องเก็บไว้ในช่องแช่แข็งตลอดเวลาเพราะเป็นอาหารสดจึงเสีย ง่าย ต้องซื้อบ่อย ๆ และนอกจากนี้อาหารผสมเสร็จยังมีคุณค่าทางอาหารน้อยกว่าอาหารสำเร็จรูป

อาหารสำเร็จรูป 
                      
 เป็นอาหารชาวเมืองที่มีจำหน่าย อย่างแพร่หลายทั่วไปเหมาะสำหรับคนที่มีเงินแต่ไม่มีเวลาเพราะสะดวกใช้ง่าย ประหยัดเวลา ทั่วไปแล้วก็เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ไม่ต้องกังวลเรื่องสัดส่วนอาหารเหมือนอาหารสด สะดวกอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาจัดเตรียมอาหารให้แมวทุก ๆ วัน                         อาหารสำเร็จรูปมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบเป็นเม็ดและแบบเปียก


        

>>>อาหารแบบเม็ด                                               

                      แบบเป็นเม็ดหรืออาหารแห้ง จะมีลักษณะเป็นเม็ดกลมประกอบด้วยธาตุอาหาร และวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ ที่แมวต้องการอย่างเหมาะสม ส่วนประกอบของอาหารเม็ดโดยมากก็มาจากเนื้อสัตว์ เพียงแต่เอามาแปรรูปผ่านกระบวนการบดและอบแห้ง มีคุณค่าของโปรตีนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอัตราส่วนที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของแมวในการนำไปใช้สร้าง ความเจริญเติบโต
                   อาหารแห้งสามารถซื้อเก็บไว้ได้คราวละมาก ๆ เพราะไม่บูดเสีย สามารถทิ้งไว้ให้แมวกินได้ตลอดทั้งวันเมื่อมีความจำเป็นต้องออกไปนอกบ้าน นอกจากนี้อาหารแห้งยังมีประโยชน์ช่วยขัดฟันของแมวให้สะอาด เพราะเป็นเม็ดกรอบและการเคี้ยวอาหารแห้งก็เป็นการบริหารเหงือกให้แข็งแรงอีก ด้วย
                  การให้แมวกินอาหารแห้ง ทางที่ดีควรหัดให้กินตั้งแต่เล็ก ๆ หลังอย่านมใหม่ ๆ หรือประมาณ
2 เดือน โดยผสมอาหารแห้งในน้ำนม เมื่อโตได้ประมาณ 3 เดือนจึงให้กินอาหารแห้งล้วนๆ เพียงอย่างเดียว แต่สำหรับแมวที่ไม่เคยกินอาหารแห้งมาก่อน
                 การเปลี่ยนมาให้กินอาหารแห้งโดยฉับพลันทันทีทันใดก็ทำให้ท้องเสียได้ เพราะระบบย่อยของแมวนั้นอ่อนไหวและผิดปกติได้ง่ายมาก ฉะนั้นอาจค่อย ๆ เปลี่ยนโดยเอาหารแห้งงคลุกผสมกับอาหารเดิมที่เคยกินที่ละน้อยก่อน หรืออาจผสมอาหารแห้งในน้ำ นม หรือน้ำแกง เพื่อให้อาหารเม็ดนิ่มขึ้น
                 เมื่อแมวเริ่มชินแล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นอาหารแห้งเพียงอย่างเดียว ประการสุดท้ายสำหรับการเลี้ยงแมวด้วยอาหารแห้งก็คือ อย่าลืมว่าอาหารแห้งนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบไม่เกิน
10 เปอร์เซนต์เท่านั้น เมื่อแมวกินอาหารแห้งจะกลืนไม่ค่อยสะดวกทำให้คอแห้งหิวน้ำ ดังนั้นควรจะมีถ้วยใส่น้ำสะอาดตั้งไว้ข้างชามอาหารเพื่อให้แมวกินได้ทุกเมื่อที่ต้องการ 




>>> อาหารแบบเปียก                
                อาหารเปียกหรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า อาหารกระป๋อง แมวมักจะชอบอาหารเปียกมากกว่าอาหารแห้งเพราะอาหารเปียกมีลักษณะใกล้เคียงกับอาหารที่เราปรุงเอง คือมีความเป็นน้ำและเนื้อนุ่ม แมวชอบกินของดิบ เนื้อปลาและอาหารทะเล 

            
  อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงก็คืออาหารที่มันและเค็มจัด ซึ่งจะทำให้แมวท้องเสีย นอกจากนี้อาหารที่ให้แมวกินควรอุ่น ๆ เพราะแมวไม่ชอบอาหารที่เย็น ชาวไทยเรานิยมให้อาหารแมววันละ
2 มื้อเช้าเย็นได้ผลดีกว่าการให้มื้อเดียว เพราะการให้เพียงมื้อเดียวแมวจะกินจนเต็มกระเพาะมีผลทำให้อาเจียน
               อาหารที่ใช้เลี้ยงแบบชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ส่วนมากเลี้ยงด้วยปลาย่างหรือปลาสุกคลุกกับข้าวร่วน ๆ จะใช้ปลาอะไรก็ได้ที่ราคาไม่แพงนัก แต่ถ้าจะเลี้ยงให้แมวมีสุขภาพสมบูรณ์ไม่อ่อนแอขี้โรคก็ควรเพิ่ม เนื้อ นม ไข่ ลงไปด้วย 

               แมวแต่ละตัวกินอาหารไม่เท่ากัน ผู้เลี้ยงควรสังเกตนิสัยการกินของแมวเป็นรายตัวไป ตัวไหนกินจุก็ให้มากกว่าตัวอื่น แต่ไม่ควรให้แมวกินอิ่มจนเกินไปเพราะจะทำให้กระเพาะทำงานหนัก อาหารไม่ย่อย
               การอยากกินอาหารของแมวขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นด้วย โดยเฉพาะแสงสว่างและเสียงอึกทึกมากหรือน้อย มีคนอยู่ด้วยหรือไม่ จานใส่อาหารสะอาดหรือสกปรก มีแมวตัวอื่นอยู่ด้วยหรือไม่ และชนิดของอาหารที่ชอบ




 น้ำ               
 แมวที่มีสุขภาพดีแข็งแรงจะกินน้อยกว่าสุนัขมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแมวมีกำเนิดมาจากทะเลทราย
แมวบางตัวอาจไม่กินอาหารหรือน้ำได้นานนับเดือนได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ทางที่ดีแล้วเจ้าของควรจัดหาน้ำสะอาดทิ้งไว้ให้แมวกินได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าเลี้ยงแมวด้วยอาหารแห้ง รวมทั้งภาชนะที่ใส่อาหารต้องได้รับการทำความสะอาดเป็นประจำด้วย


วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โรคไข้หัดแมว (feline panleucopenia)


โรคไข้หัดแมว (feline panleucopenia) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งในแมวและลูกแมว โรคนี้มักเกิดในลูกแมวและแมวเด็ก และพบว่ามีอัตราการตายสูงมาก อาจตายได้โดยทันทีแม้สัตว์ยังไม่แสดงอาการของโรค โรคหัดแมวมักเป็นกับแมวเล็ก แมววัยรุ่น ถ้าเป็นแล้วมักจะตาย และติดต่อกันได้รวดเร็ว
พบรายงานการเกิดโรคนี้มานานแล้ว ซึ่งสามารถพบในแมวทุกตระกูลไม่ว่าจะเป็น เสือ สิงโต แมวป่า หรือแม้แต่แมวบ้านทุกพันธุ์ นอกจากนี้ยังพบได้ในสัตว์ตระกูลอื่นๆ อีก เช่น สกั๊งค์ เฟอเร็ต มิ้งค์ แรคคูน ซึ่งโรคนี้ทําให้สัตว์มีอาการคล้ายเป็นหวัดและท้องเสีย ซึ่งมีอาการเหมือนโรคไข้หัดสุนัข จึงมีคนเรียกชื่อต่างๆ เช่น โรคไข้หัดแมว หรือโรคลําไส้อักเสบในแมว

สาเหตุ

  1. โรคไข้หัดแมวนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มพาร์โวไวรัส (feline parvovirus) มีผลต่อระบบทางเดินอาหารของแมว โรคไข้หัดแมวมีระยะการฟักตัวของโรค 2-7 วัน
  2. แมวสามารถติดโรคไข้หัดแมวได้จากการติดต่อโดยตรงจากแมวป่วย โดยเฉพาะทางอุจจาระภาชนะใส่อาหาร น้ำ กรงหรือที่ขับถ่ายของแมว พื้นดินที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อไวรัส นอกจากนี้อาจเป็นเสื้อผ้าหรือรองเท้า ไวรัสไข้หัดแมวมีอยู่ตามธรรมชาติ ติดต่อจากแมวตัวหนึ่งไปยังตัวอื่นได้ ผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย อาหาร หรือสัมผัสแมวตัวที่เป็นโรค ถ้าแมวบ้านออกไปสังคมกับแมวนอกบ้าน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไข้หัดแมวได้มาก
  3. การแพร่โรคเกิดได้ง่ายขึ้นระหว่างแมวที่เลี้ยงปนกันหลายๆตัว แมลงวันก็เป็นอีกพาหะสำคัญในประเทศแถบร้อน โดยพาเชื้อไวรัสไข้หัดแมวบินไปเกาะแมวตัวที่เป็นโรค สามารถแพร่กระจายให้เกิดการติดเชื้อได้
  4. ถึงโรคหัดแมวจะติดต่อกันได้ง่าย แต่ไม่ต้องกังวลว่าเชื้อจะแพร่กระจายผ่านอากาศ หรือพัดพาไปตามลม ไวรัส หัดแมวแพร่เชื้อด้วยการสัมผัส แค่ไอ จาม เชื้อลอยในอากาศ ติดต่อไม่ได้ ไวรัสไข้หัดแมวไม่สามารถทนความร้อนได้ อุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส ก็อยู่ไม่ได้ การดำรงชีวิตต้องอยู่ในที่ชื้น อยู่ในตัวกลางที่เป็นน้ำ น้ำมูก น้ำลายสัตว์ แต่ทนอยู่ในที่ร้อนและไม่ชื้นแฉะไม่ได้
อาการสัตว์ป่วย
  1. แมวมีอาการซึม ไม่กินอาหาร ไข้สูง เพียงแค่หนึ่งวัน อาจจะเป็นอัมพาตขาทั้ง 4 ข้างเดินไม่ได้
  2. โรคไข้หัดแมวนี้จะรุนแรงมากในแมวอายุน้อย โดยมีอาการที่สําคัญที่พบ คือ มีไข้สูง อาเจียนท้องเสีย มีผลต่อการทรงตัวของลูกแมว และทําให้ลูกแมวตาบอดได้
  3. เมื่อคลําบริเวณช่องท้องจะเจ็บท้อง บางทีพบเป็นลําของลําไส้หนาตัว ภายในมีแก๊สและของเหลว
  4. ตรวจเลือดพบเม็ดเลือดขาวต่ำมาก จึงมีชื่อเรียกโรคนี้ว่า feline panleukopenia
  5. ในลูกแมวโต เมื่อเกิดการติดเชื้อระยะหนึ่งแล้ว ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ ก็จะอาการดีขึ้น แต่ แมวที่หายจากโรคใหม่ๆสามารถพบเชื้อไวรัสออกมากับอุจจาระได้หลายสัปดาห์ แมวเด็กส่วนใหญ่เป็นแล้วตาย ต่างกับแมวผู้ใหญ่เป็นแล้วโอกาสรอดมีมากกว่า แมวอายุมาก ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว พอจะมีภูมิต้านทานโรคอยู่บ้าง แต่แมวที่ไม่แสดงอาการโรคหัด ก็ไม่ได้หมายความว่าแมวตัวนั้นจะไม่มีเชื้อ แมวอาจได้รับเชื้อหัดอ่อนๆอยู่ในตัว ถึงจะไม่มีอาการ แต่ก็เป็นตัวกลางนำเชื้อแพร่ไปสู่แมวตัวอื่นได้เช่นกัน การสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่แมวที่เจ้าของเลี้ยง ต้องดูแลใกล้ชิด
  6. ในแมวตั้งท้อง อาจแท้งลูกหรือลูกตายหลังคลอดได้
  7. อาการอาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง และแห้งน้ำอย่างรวดเร็ว มักทำให้เจ้าของคิดว่าสัตว์โดนสารพิษ
  8. ในกลุ่มแมวอายุน้อย ส่วนใหญ่จะตายอย่างรวดเร็ว อัตราการตายอยู่ระหว่างร้อยละ 25-90 แมวที่ป่วยเป็นหัด ถ้าเป็นแมวเด็กอายุ 6-8 อาทิตย์ จะเสียชีวิตภายใน 1 สัปดาห์ ยิ่งเป็นลูกแมวก็จะไม่มีภูมิต้านทาน ยิ่งน่าเป็นห่วง เมื่อติดเชื้อแล้วอาการเป็นหนักและเสียชีวิตได้ง่ายมาก

การติดต่อ
โรคไข้หัดแมวนี้เป็นโรคเฉพาะสัตว์ในตระกูลแมวเท่านั้น ไม่เคยปรากฎมีรายงานว่าพบการติดต่อมาสู่คนแต่อย่างใด

การรักษา พาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะเป็นโรคติดต่อร้ายแรง
  1. โดยเฉพาะแมวที่ไม่กินอาหาร หรืออาเจียนท้องเสีย จะทําให้ร่างกายอ่อนเพลียทรุดโทรมมาก สัตว์อาจอยู่ในสภาพช็อคได้
  2. รักษา ตามอาการและพยุงชีวิตให้สัตว์สามารถสร้างภูมิต้านทานต่อโรคได้โดยการให้สาร น้ำทดแทน ขั้นตอนการรักษาหลักๆ คือ ทำให้แมวกินอาหารให้ได้ ต้องพยายามป้อนอาหาร พร้อมกับให้ยาปฏิชีวนะป้องกันโรคแทรกซ้อน การรักษาทำได้เพียงเท่านี้ จะรอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแมวแต่ละตัว
  3. พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน
  4. ฉีดยาระงับการอาเจียนและลดการทํางานของลําไส้โดยการงดอาหารและน้ำ
  5. วิตามินบีรวมโดยการฉีดเข้าทางเส้นเลือด
การป้องกัน
  1. นำแมวไปฉีดวัคซีนป้องกัน เมื่อแมวมีอายุได้ 2 เดือน ฉีดวัคซีนซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 6 เดือน และฉีดซ้ำทุกปี

  2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลโรคระบาดในสัตว์ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารเพิ่มขึ้น
  3. ในส่วนของผู้เลี้ยงจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการนำสัตว์เลี้ยงของตนเองไปฉีดวัคซีนตามที่กำหนด และไม่เลี้ยงอย่างปล่อยปละละเลย
  4. ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดแมวจําหน่ายหลายยี่ห้อ และยังมีชนิดที่เป็นวัคซีนรวมอีกด้วย โดยสามารถใช้ป้องกันได้ทั้งโรคไข้หัดแมวและโรคไข้หวัดแมวไปพร้อมๆกัน วัคซีนโรคอื่นๆที่สำคัญในแมว มี 4 ชนิด โรคไข้หัดแมว โรคพิษสุนัขบ้า โรคลูคีเมีย หรือมะเร็งแมว และโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ
  5. ควรระวังแมวที่ยังไม่เป็นโรค โดยรีบแยกแมวป่วยออกจากแมวปกติตัวอื่นทันที เพราะโรคนี้เป็นได้กับแมวทุกอายุ
  6. ทําความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคที่อาจแพร่ออกมากับอุจจาระปัสสาวะด้วยน้ำยาโซเดียมไฮโปคลอไรด์
  7. เจ้าของแมวที่มีแมวตายด้วยโรคไข้หัดแมวไม่ควรนําลูกแมวที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนเข้ามาเลี้ยงอีก
คำแนะนำบางประการ
  1. สัตว์ป่าตระกูลแมวและแมวทุกเพศทุกวัย ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน โดยใช้โปรแกรมเดียวกับแมวเลี้ยงดังนี้
    โปรแกรมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดแมว

            เข็มที่ 1 ฉีดเมื่อลูกแมวอายุ 2 เดือน
            เข็มที่ 2 ฉีดเมื่อลูกแมวอายุ 6 เดือน
            เข็มที่ 3 จากนั้นฉีดทุกปี โดยฉีดวัคซีนปีละเข็ม
  2. ปกติจะฉีดวัคซีนในแมวช่วงอายุตั้งแต่เดือนครึ่ง 2 เดือน ไปจนถึง 4 เดือน แมว ที่ได้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันติดตัวไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงอายุ 6-7 เดือน อยู่ในช่วงเริ่มโต ถึง 1 ปีขึ้นไป ก็เรียกว่าโตเต็มที่ แมวจะมีภูมิคุ้มกันครบถ้วน ร่างกายแข็งแรง แมวจะเป็นโรคหัดหรือไม่ อยู่ที่ภูมิต้านทานในตัว ทั้งมีอยู่แล้วกับเสริมด้วยวัคซีน เมื่อมีโรคต่างๆเกิดขึ้นมา ร่างกายรับเข้ามาจะกำจัดได้ด้วยการสร้างภูมิสู้ จังหวะที่รับเชื้อโรค ถ้าร่างกายแข็งแรงก็สู้ได้ ในทางกลับกัน ถ้าร่างกายอ่อนแอก็แย่
  3. แมวต่างประเทศ เปอร์เซีย ยุโรป นำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย วัคซีนทุกชนิดจำเป็นต้องให้ ถ้าไม่ให้มักจะไม่ค่อยรอด เพราะ เป็นแมวที่มาอยู่ต่างถิ่น ต่างสภาพแวดล้อม แต่ก่อนที่จะนำเข้ามาเลี้ยง แมวต่างประเทศอาจจะนำเชื้อโรคแปลกใหม่เข้ามาด้วย ดังนั้น ก่อนนำเข้ามาต้องให้วัคซีนป้องกัน โดยเฉพาะวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า เป็นกฎหมายบังคับให้ต้องฉีดมาก่อนล่วงหน้าในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน เหตุผลที่ให้ความสำคัญกับโรคพิษสุนัขบ้า เพราะเชื้อไม่ได้ติดต่อระหว่างสัตว์กับสัตว์ แต่ยังติดไปถึงคนได้และอันตรายถึงชีวิต ปัจจุบันโรคในแมวที่พบหนักหนาถึงขั้นทำให้เสียชีวิต มีอยู่ไม่กี่โรค ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนตั้งแต่เล็ก  

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สัตว์เลี้ยงท้องผูก...ใช้ยาอะไรดี


สัตว์ป่วยขาประจำของผมตัวที่ต้องมาเจอะเจอกันเสมอในทุกเดือน มีอยู่2-3 ตัวครับ ไม่ได้ป่วยรุนแรงอะไรมากหรอกนอกจาก"อาการท้องผูก" แต่ต้องช่วยกันรักษาด้วยวิธีต่างๆ ทั้งสวน ควัก ล้วง ใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำอุจจาระเจ้าปัญหาออกมาให้ได้ กว่าสัตว์จะได้สบายตัวขึ้นต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ หนักหนาเอาการล่ะครับ สัตว์ต้องเจ็บตัว เจ้าของสัตว์ยืนมองด้วยความสงสาร และสำหรับสัตวแพทย์นั้นรักษาสัตว์ด้วยความสงสารและด้วยความทนเหม็น บางตัวก็ถึงขั้นเหม็นเอามากๆ ทีเดียว เมื่อประมวลประสบการณ์ในการล้วงอุจจาระให้สัตว์ของผม พบว่าอาการท้องผูกมักเกิดในแมวมากกว่าสุนัขครับ
วิธีการสังเกตแมวท้องผูก แมวตัวไหนไม่ได้ถ่ายมาหลายๆ วัน มักมีอาการที่เจ้าของพึงสังเกต เช่น ตัวแห้งขาดน้ำ ขนหยาบหยอง กินอาหารน้อยลงหรือไม่ยอมกินอาหาร อาจรุนแรงถึงขั้นอาเจียน มีน้ำลายไหลออกมาจากปากเลยก็มี ถ้าคลำบริเวณท้องจะพบก้อนแข็งของอุจจาระได้อย่างชัดเจน ผู้เลี้ยงควรหมั่นสังเกตสัตว์เลี้ยงให้ดีโดยเฉพาะสุนัขหรือแมวตัวที่เคยมี ประวัติได้
รับอุบัติเหตุเกี่ยวกับกระดูกเชิงกราน ป่วยเป็นโรคของต่อมลูกหมากโต หรือสัตว์ตัวที่อายุมากๆ มักเป็นสาเหตุให้สัตว์ในภาวะนั้นๆ ไม่ค่อยขับถ่ายหรือถ่ายลำบาก หากสังเกตเห็นว่าสัตว์มีอาการท้องผูกในระยะแรกสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ ยาระบาย ที่สำคัญคือต้องแก้ไขสาเหตุของอาการท้องผูกด้วย ถ้าปล่อยปละละเลยไม่ดูแลสัตว์เลี้ยงปัญหาท้องผูกอาจลุกลามที่นี้ต่อให้ ยาระบายไม่สาม
ารถช่วยได้แล้ว ต้องนำสัตว์ป่วยมาสวนทวาร ล้วงอุจจาระกันอยู่บ่อยๆ อย่างรายของสัตว์ป่วยเจ้าประจำของผมก็เป็นได้
สาเหตุของท้องผูก มีอยู่หลายสาเหตุ อาทิ กินอาหารซึ่งมีกากใยน้อย กินน้ำน้อย ขาดน้ำ สัตว์กินสิ่งที่ย่อยยาก กินสิ่งแปลกปลอม เช่น ก้อนขน กระดูกเข้าไป หรือสาเหตุจากพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อมทำให้สัตว์ไม่ชอบขับถ่าย หรือสัตว์เป็นโรคที่ทำให้เจ็บปวดเวลาขับถ่าย ทำให้ไม่ยอมขับถ่ายอย่างเช่น มีเนื้องอก หรือเป็นฝีที่ต่อมลูกหมาก เป็นไส้เลื่อน มีความผิดปรกติของช่องเชิงการเป็นต้น สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำให้สัตว์ขับถ่ายลำบากและเกิดท้องผูกได้ทั้งสิ้น

ยาระบายช่วยในการขับถ่ายช่วยให้สัตว์ถ่ายได้ง่ายขึ้นมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่คือ
1.ยาระบายที่ช่วยหล่อลื่นก้อนอุจจาระในลำไส้ และยังทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น
2. ยาที่ทำให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อน
3. ยาที่ทำให้เพิ่มแรงดันในลำไส้
4. ยาที่กระตุ้นลำไส้ใหญ่โดยตรง
ยาชนิดที่ช่วยหล่อลื่น และทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้นถือว่า เป็นยาตัวเลือกที่นิยมใช้มากชนิดหนึ่งในทางสัตวแพทย์ครับ
ยาในกลุ่มนี้มักเป็นที่รู้จักกันในชื่อการค้าเช่น Agarol หรือตัวยาออกฤทธิ์คือ mineral oil แต่บางท่านอาจรู้จักกันในชื่อของ liquid paraffin มีลักษณะเป็นของเหลว หนืดข้นเหมือนน้ำมันพืช ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี แม้ว่ามีลักษณะคล้ายน้ำมันพืช แต่ mineral oil มีคุณสมบัติแตกต่างจากน้ำมันพืชอย่างสิ้นเชิง ซึ่งน้ำมันพืชนั้นย่อยและดูดซึมได้จึงไม่สามารถคงอยู่ในทางเดินอาหารเพื่อ เคลือบและห
ล่อลื่นอุจจาระที่แข็งในลำไส้ได้ ขณะที่คุณสมบัติของ mineral oil คือไม่สามารถย่อยและไม่ดูดซึมได้ในทางเดินอาหารทำให้คงอยู่ในทางเดินอาหาร จึงสามารถเคลือบ หล่อลื่นและทำให้อุจจาระที่เป็นก้อนแข็งในทางเดินอาหารอ่อนตัวนิ่มขึ้น ส่วนมากแล้วจะใช้ในรายที่มีปัญหาท้องผูกระยะแรกที่ยังไม่รุนแรง ด้วยการป้อนให้สัตว์ตัวที่ท้องผูกกิน โดยเฉพาะในรายที่ท้องผูกจากปัญหาก้อนขนซึ่งสัตว์เลียและกินขนนเข้าไปพันขวาง ทางเดินอ
าหาร หรือในแมวตัวที่มีปัญหาสำไส้ใหญ่ขยายใหญ่ ทำให้อุจจาระค้างอยู่ที่ลำไส้ใหญ่เป็นปริมาณมากและการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบของลำ
ให้ ใหญ่ทำงานได้ไม่เต็มที่ การถ่ายอุจจาระจึงลำบาก สัตว์เจ็บปวดมาก mineral oil เป็นยากิน หรือนำมาสวนทวารเพื่อทำให้การอุจจาระที่อุดตันอยู่ที่ลำไส้นุ่มขึ้น ลื่นขึ้น ถ่ายได้ง่ายขึ้น
ยาระบายในรูปแบบที่ช่วยหล่อลื่นอุจจาระและทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มนี้ ถือว่ามีความปลอดภัยหรือมีผลกระทบในการใช้กับสัตว์ป่วยน้อยมาก สามารถให้ได้ในลูกสัตว์ สัตว์ตัวที่ตั้งท้อง หรือสัตว์แก่ แต่สิ่งที่ต้องระวังในการใช้คือการสำลักจากการป้อน mineral oil ให้สัตว์กิน เนื่องจากว่ายาที่ว่ามีรสชาติที่ไม่น่ากิน ข้น หนืด กลืนลำบากสัตว์หลายๆ ตัวมักปฏิเสธการกินยา ทำให้สำลักลงคอ ลงปอดได้ง่ายๆ และอาจทำให้ปอดบวม ปอดอักเสบตามมา ดังนั้นจึงไม่ควรป้อนให้กับสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสำลักได้ง่ายเช่น ป้อนตอนที่สัตว์ไม่รู้สึกตัวหรือกำลังหลับอยู่ สัตว์ที่มีความสามารถในการกลืนผิดปรกติ กำลังอาเจียน สัตว์ตัวที่ยังอายุน้อยมากๆ หรือตัวที่มีหลอดอาหารโป่งพอง ท้องอืดเป็นต้น
สำหรับปริมาณที่ให้สัตว์กินนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตัวสัตว์ สำหรับสุนัขให้กินได้ประมาณครั้งละ 2 - 60มิลลิลิตร ส่วนในแมวให้กินได้ประมาณครั้งละ 2 - 10 มิลลิลิตร ถ้าให้กินในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดการถ่ายเหลว หรือมี mineral oil ไหลออกมาทางทวารหนักได้
ผลข้างเคียงของการใช้ยา สัตว์ตัวที่ต้องให้ยาระบายนี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ อาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค ลดการดูดซึมสารอาหารบางชนิดที่อาศัยไขมันในการดูดซึม และลดประสิทธิภาพของยาบางชนิดที่ละลายในไขมัน ฉะนั้นระยะเวลาที่เหมาะสมในการให้ยาระบายจำพวกmineral oil ต้องป้อนให้สัตว์ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารย่อยให้เรียบร้อยเสียก่อน จะช่วยลดปัญหาข้างต้นได้ การให้ยาระบาย mineral oil กับสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง บางส่วนที่ถูกดูดซึมได้ในทางเดินอาหารบ้าง ถ้า mineral oil ถูกดูดซึมเป็นเวลานานๆ ในปริมาณที่เพียงพอแล้วอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อ ตับ และอวัยวะภายใน ส่งผลให้เกิดการอักเสบต่อตับหรืออวัยวะภายในได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานว่ามีผลกระทบต่อแมวในการใช้เป็นระยะเวลานานๆ เลย ถ้าจำเป็นต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ควรปรึกษาและรับคำแนะนำจากสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

เท่าที่แนะนำเป็นวิธีหนึ่งที่บรรเทาอาการท้องผูกของสัตว์เลี้ยงในระยะที่ไม่รุนแรงมา

ก นัก ซึ่งยังมียาระบายอีกหลากหลายชนิดที่มีให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละ กรณีไป อย่างไรก็ตาม การแก้ไขไม่ให้สัตว์ท้องผูก ด้วยการปรับอาหารการกินให้เหมาะสม เพิ่มกากใย ให้ย่อยง่าย และกินน้ำให้เพียงพอ พาสัตว์เลี้ยงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สังเกตพฤติกรรมการขับถ่าย รวมทั้งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อให้สัตว์ขับถ่ายได้อย่างสะดวก เป็นต้นว่าผู้เลี้ยงแมวต้องหมั่นทำความสะอาดเปลี่ยนทรายในกระบะขับถ่าย สิ่งสำคัญต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นวิธีป้องกันอาการท้องผูกที่ดีวิธีหนึ่งเลยทีเดียว จะได้ไม่ต้องป้อนยาระบายหรือต้องนำสัตว์ไปล้วงอุจจาระให้ลำบาก

ที่มา http://www.petgang.com/healthy/index.php?Group=11&Id=62

แมวท้องผูกมีอาการอย่างไร?


แมวท้องผูก(Constipation in Catsonstipation in Cat)
ถ้าเป็นคนละก็ง่าย เพราะเมื่อเราไม่ถ่ายอุจจาระคงแสนทรมานจนต้องรีบไปหาหมอแล้ว แต่แมวล่ะเค้าพูดไม่ได้นะปัญหา ท้องผูกในระยะแรกๆ จะทราบได้ยากมาก ถ้าแมวตัวนั้นไม่ได้เลี้ยงอยู่กับเจ้าของตลอดเวลาและที่สำคัญถ้าเจ้าของไม่ ช่างสังเกตและไม่เคยใส่ใจหรือหมั่นคอยดูแลพฤติกรรมการขับถ่ายอุจจาระและ ปัสสาวะของแมวเลย ปรกติแล้วแมวก็ต้องถ่ายทุกวันเหมือนกับคนเราเช่นกัน ถ้าเริ่มไม่ถ่ายหนึ่งวันอุจจาระจะหมักหมมในลำไส้ใหญ่และสะสมเพิ่มขึ้นไป เรื่อยๆ หากไม่ถ่ายอีกในวันต่อไป ฉะนั้นอาการเริ่มต้นที่สุดของแมวท้องผูกคือ ไม่ถ่ายอุจจาระ จากนั้นเมื่อนานมากขึ้นแมวจะปวดท้อง ร้องครางตอนที่ถ่าย และเริ่มมีการเบ่งถ่ายนานๆ มีอุจจาระเหลวๆ ไหลออกมาเปรอะเปื้อนรอบๆ รูทวาร ทำให้เจ้าของหลายท่านสับสนนึกว่า แมวท้องเสียทั้งๆ ที่ท้องผูกมาก ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากบริเวณลำไส้ใหญ่มีกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างสาร คัดหลั่งเมื่อมีอาการอักเสบการสะสมของอุจจาระมากๆ ทำให้มีการสร้างเจ้าสารคัดหลั่งที่ว่านี้มากเช่นกันและเมื่อแมวเบ่งมันก็จะ ไหลออกมาง่ายกว่าก้อนอุจจาระแข็งๆ แมวบางตัวเบ่งมากจนหมดแรง บางตัวเบ่งจนน้ำลายไหล บางตัวเบ่งจนอาเจียนตามมา และตัวแมวจะมีกลิ่นเหม็นอุจจาระมากเพราะมันมีอุจจาระเล็ดออกมาตลอด แมวจะมีอาการเบื่ออาหาร ซึม หนังเหี่ยวเพราะขาดน้ำมาก หมดแรงและตายได้ถ้าไม่ได้รับการรักษา

ทำไมแมวถึงมีอาการท้องผูก? สาเหตุของปัญหาท้องผูกที่เราพบได้ ขอเริ่มจากปัญหาส่วนของลำไส้ใหญ่ตีบจากการถูกกด เช่น แมวได้รับอุบัติเหตุที่ทำให้กระดูกเชิงกรานหักหรือเคลื่อนมาขวางช่อง เชิงกราน
หลาย ตัวถูกรถชนที่สะโพกไม่ถึงตายแต่ก็ได้รับผลพวงของปัญหาดังกล่าว ถ้าการชนครั้งนั้นแรงพอที่จะทำให้ส่วนของกระดูกสะโพกเคลื่อนมากดที่ลำไส้ ใหญ่ ถ้าแมวของใครกำลังเผชิญปัญหานี้ต้องสังเกตการขับถ่ายของเค้าด้วยว่าปรกติ หรือไม่ ยัง มีแมวบางตัวมีเนื้องอกในช่องท้องมากดลำไส้ใหญ่ ทำให้การขับอุจจาระไม่สะดวกแมว อีกปัญหาที่ทำให้แมวท้องผูก คือ มีการขยายตัวและลดการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ จนทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า เมกกะโคลอน (Megacolon) นึก ถึงลำไส้ใหญ่โดยปรกติมันเหมือนท่อตรงๆ ขนาดใหญ่ที่มีหน้าที่กักเก็บอุจจาระแล้วขับถ่ายออกมา เมื่อมันลดการบีบตัว อุจจาระจะออกันมากขึ้นและขยายขนาดจากท่อที่ตรงๆ ก็จะเริ่มขยายออกเป็นกระพุ้งทำให้อุจจาระไปออสะสมเป็นอย่างมาก อาการนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จากสถิติพบว่าแมวตัวที่อ้วนและไม่ค่อยมีกิจกรรมใดๆ มีความเสี่ยงมากกว่าแมวตัวที่ผอมเพรียว ว่องไว ปัญหาสุดท้ายเกิดได้จากการอุดตันของลำไส้ใหญ่เอง มีปัจจัยมากมายเช่น จากก้อนขนที่แมวเลียเข้าไป (Hairball) เนื่อง จากพฤติกรรมการเลียขนตัวเองจากทำความสะอาดและชอบตกแต่งขน เมื่อเลียขนย่อมมีขนติดเข้าไปในทางเดินอาหารในลำไส้และมันจะสะสมอุดตันได้ใน ที่สุด แมวบางตัวมีเนื้องอกที่ในลำไส้ใหญ่เองเลยก็มี ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการถ่ายเป็นเมือกเลือดร่วมและเป็นนาน ๆ เรื้อรังไม่หาย เพราะเนื้องอกจะค่อยๆ ขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีขนาดใหญ่มาก พอที่จะปิดกั้นอุจจาระนั่นก็เกิดปัญหาท้องผูกตามมา แมวพวกสุดท้ายที่เกิดปัญหาท้องผูกเนื่องจากการกลืนกินสิ่งแปลกปลอมของแข็งๆ อย่างกระดาษ พลาสติก เศษกระดูก ลงไปในทางเดินอาหารมันจะไปสะสมอุดตันในทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้อาการท้องผูกยังอาจเกิดจากปัญหาทางโครงสร้างและกระดูก จนแมวไม่สามารถลงไปถ่ายที่กระบะทรายได้ การได้รับยาต้านมะเร็ง หรือยาลดกรดติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท้องผูกได้

การตรวจวินิจฉัยแมวท้องผูกทำได้อย่างไร? เบื้องต้นดูจากอาการที่แมวแสดงออก จากนั้นเจ้าของสามารถคลำตรวจช่องท้องของแมวได้เลย ตำแหน่งที่คลำตรวจคือ ส่วนของลำตัวช่องท้องตรงขาหนีบ เจ้าของสามารถใช้มือบีบคลำเองได้ ปรกติก้อนแข็งเป็นลำยาวๆ นั่นคือ อุจจาระที่สะสมในลำไส้ใหญ่ การเอกซ์เรย์จะช่วยทำให้วินิจฉัยได้แม่นยำและสามารถบอกได้ว่ามีการสะสมมาก น้อยขนาดไหน ขนาดของลำไส้ปรกติดีหรือไม่

การจัดการแมวที่มีอาการท้องผูกทำอย่างไร? เบื้องต้นต้องตรวจดูสภาพของปัญหาท้องผูกก่อนว่ารุนแรงขนาดไหนเพราะถ้าเป็น มาก การให้ยาถ่ายไม่สามารถที่จะขับถ่ายเอาอุจจาระที่สะสมออกไปได้ การสวนล้างและล้วงเอาอุจจาระที่คั่งค้างออกจำต้องทำก่อน ต่อจากนั้นคุณๆ ต้องหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา เมื่อพบควรจัดการแก้ไข เช่น แมวมีก้อนขนสะสมจากการเลียต้องหมั่นให้ยาถ่ายขน แมวกินของแปลกปลอมต้องเก็บขึ้นที่สูงอย่าให้เค้ากินได้ และควรปรับอาหารที่ให้แมวกินเพื่อเพิ่มเยื่อใยมากขึ้นเพราะจะทำให้เกิดการ ดูด ของน้ำสะสมในอุจจาระได้มากขึ้น อุจจาระจะได้นิ่มทำให้ขับถ่ายออกไปสะดวก ปัญหาท้องผูกของแมวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นถ้าเจ้าของไม่ใส่ใจรักษาและหาทางป้องกัน รีบพาแมวไปหาสัตวแพทย์หากเค้าท้องผูก อย่านิ่งดูดายเพราะแมวไม่ได้มีเก้าชีวิตอย่างที่เราคิดนะครับ



The Sense of Cat

พฤติกรรมของมนุษย์เราที่ แสดงออกไปนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่งกับระบบประสาทรับความรู้สึก เช่น เรารู้สึกอร่อยในรสชาติของอาหาร เราก็จะมีพฤติกรรมของการกินที่แสดงถึงความเอร็ดอร่อย หรือถ้าจมูกเรารับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาเราอาจจะแสดงพฤติกรรมที่สะอิด สะเอีอน คลื่นไส้ได้เหมือนกัน ฯลฯ ฉะนั้นท่านจะเห็นว่า ระบบประสาทรับความรู้สึกมีผลมากต่อการกระทำของสิ่งมีชีวิต ในแมวมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ มนุษย์เราพยายามจะเข้าใจเค้าอยู่ และกำลังค้นคว้ากันอย่างมากว่าทำไมแมวถึงเป็นเช่นนี้ แมวทำท่าอย่างนี้มันหมายถึงอะไร การศึกษาให้เข้าใจ ถึงระบบการทำงานของประสาทรับความรู้สึกของแมวนั้นจะสามารถอธิบายอะไรหลายๆ อย่างที่เรายังไม่เข้าใจแมว แมวมีประสาท รับความรู้สึก คล้ายๆ กับมนุษย์เราครับ คือ ตาเอาไว้ดู หูเอาไว้ฟัง จมูกเอาไว้ดม ลิ้นเอาไว้ชิมรส ผิวหนังรับสัมผัสหนาวร้อน แต่จะดีเท่าเราหรือไม่เรามาดูกันครับ
1. การมองเห็นของแมว ถ้าเราเคยจ้องดวงตาของแมวจะพบว่าแมวเป็นสัตว์ที่มีการหดและขยายม่านตาได้ดี มาก ในขณะที่แสงจัด แสงแดดส่องใส่หน้ามัน ม่านตาจะหดจนเหลือแต่รูเข็ม แต่ในภาวะที่แมวอยู่ในที่มืดม่านตาก็จะขยายกว้างมากเป็นพิเศษ ตาแมวเวลาที่เราส่องไฟไปเจอในตอนกลางคืนจะเป็นสีสะท้อนกลับต่างจากมนุษย์เรา ครับที่ไม่มีสีของดวงตาสะท้อนกลับมาอย่างแมว
แมวมีความสามารถมองเห็นสี ครับ และ ยังมีความสามารถในการมองในมุม กว้างมากกว่ามนุษย์เรา บางทีมีสิ่งมีชีวิต อย่างหนูเดินอยู่ ด้านข้างด้านหลัง แมวก็สามารถมองเห็นในขณะที่มนุษย์เราทำไม่ได้ และตาของแมวยังมีหนังตา ที่สามที่เอาไว้ คอยปกป้องอันตราย แก่ตัวดวงตาด้วย ตาแมวที่ปกติจะมีกระจกตาที่ใส ไม่มีรอยฝ้าขุ่น หรือแผลบนกระจกตา หนังตาด้านในต้องเป็นสีชมพู ไม่แดงจัด หรือซีดจนไม่มีเลือด น้ำตา และขี้ตาต้องไม่ไหลออกมามากกว่าปกติ และขนาดของลูกตาต้องเท่ากัน ไม่ใช่ปูดข้างเรียบข้าง 


2. การได้ยินเสียงของแมว แมวจัดว่าเป็นสัตว์ที่มีประสาทสัมผัสของการได้ยินที่ดีอีกชนิดหนึ่งครับ โดยเฉพาะเสียงที่มีความถี่สูง เรามาเทียบ ความสามารถในการได้ยินระหว่างคน แมว และหมา จะพบว่า หูของแมวกับหมานั้นดีพอๆ กัน แต่แมวสามารถเบียดชนะ ไปที่การได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงกว่า หูของมนุษย์เราได้ยินอยู่ระหว่าง 20-20,000 เฮิร์ต หมา 10-35,000 เฮิร์ต แมวจะรับเสียงที่มีความถี่สูงถึง 100,000 เฮิร์ต เลยทีเดียวด้วยกลไกของการได้ยินที่เหมือนกัน คือมีหู 3 ชั้น เหมือนคน แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ทำให้แมวมีพฤติกรรมแปลกๆ ที่เราไม่เข้าใจ เช่นทำไมอยู่ดีๆ แมวเราถึงวิ่งออกไปนอกบ้าน และไปไล่ล่าหนูทั้งๆ ที่เราไม่เห็นตัว การที่แมวทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะความสามารถ ในการได้ยินเสียงความถี่สูงของแมวนั้นเองครับ ฉะนั้นตอนพลบค่ำย่อมไม่แปลกเลยครับที่แมวเราจะมีความตื่นตัวสูงวิ่งไปวิ่งมา แล้วยืนจ้องอยู่ที่ประตูหรือหน้าต่าง เพราะช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเวลาที่หนูส่งเสียงร้องออกหากินเช่นกัน หูของแมวอาจจะมีปัญหาได้นะครับ โดยเฉพาะแมวหนุ่มๆ มีรายงานว่ามักจะเกิดโรคกลุ่มอาการหัวเอียง อันเนื่องมาจากเส้นประสาท รับความรู้สึกในหู ที่ควบคุมการทรงตัวเกิดมีปัญหา หรือในแมวแก่ก็จะพบว่ามันจะหูไม่ดี เนื่องจากมีปัญหาของความเสื่อม ในการรับเสียง ของระบบประสาทในหูนั่นเองครับ 



3. การได้กลิ่นของแมว การรับความรู้สึก จากการดมกลิ่นของแมวนั้น ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของเค้าครับ เมื่อเราดูจากสัดส่วนของสมองในส่วนที่ใช้ดมกลิ่นเปรียบเทียบกับขนาดของแมว แล้วสมองส่วนที่ถือว่าใหญ่ และมีพัฒนาการดีมาก แมวจะใช้จมูกในการล่าสัตว์ เรียกว่าตั้งแต่อยู่บนพื้นราบ บนต้นไม้หรือแม้แต่ในรูใต้พื้นดิน
นอกจาก นี้พฤติกรรมการ กินอาหารของ แมวจะมากหรือน้อย ปัจจัยเรื่องกลิ่นสำคัญมาก แมวบางตัวก่อนเป็นหวัดกินอาหาร ได้ดีมากพอเป็นหวัด มีน้ำมูกไหลออกมา ความสามารถในการกินอาหารก็จะลดลงมาด้วยเช่นกัน เพราะการที่ไม่สามารถหายใจดมกลิ่นอาหารได้ตามปกติ จะทำให้ขาดการกระตุ้น ความรู้สึกในการกิน แมวที่ป่วยเป็นไข้หวัดมีน้ำมูก จึงมีร่างกายที่ซูบผอม









เราทราบถึงเรื่องการรับ ประสาทสัมผัสของแมวไปแล้วในเรื่อง การได้ยิน มองเห็น และดมกลิ่น ถ้าท่านอ่านจะพบว่า ผมกำลังจะบอกกับทุกท่าน ให้เข้าใจว่าทำไมแมวถึงมีพฤติกรรมที่เรายังไม่เข้าใจมันอยู่ เหตุเพราะเจ้าความแตกต่าง ทางความสามารถในการรับสัมผัส จากสิ่งเร้านั้นเอง มนุษย์มีสมองส่วนที่คิด นึก จดจำใหญ่กว่าแมวมาก ทำให้เรามีสมองไว้คิดทำงานสร้างสิ่งต่างๆ ในขณะที่แมวมีสมอง ที่จะคิดจดจำได้ดีไม่เท่ามนุษย์เรา แต่มันก็มี สมองส่วนอื่นๆ มาชดเชยครับ เช่น แมวมีสมองส่วนรับกลิ่นที่ดีกว่ามนุษย์ แมวมีสมองควบคุม การทรงตัวที่ดีกว่ามนุษย์ เรียกว่า ธรรมชาติสร้างมาดีมากครับ มีการชดเชยโน่น ชดเชยนี้ ทำให้เผ่าพันธุ์สัตว์ สามารถอยู่ได้อย่างดีในโลกใบนี้ วันนี้เราคุยกันต่อเรื่อง การรับความรู้สึกของแมว 

4. การรับรสชาติอาหาร อวัยวะที่เราทราบกันดีครับ ว่าทำหน้าที่รับความรู้สึกอันนี้ คือ ลิ้นลิ้นนอกจากจะช่วยทำหน้าที่ เวลาเราเคี้ยวกิน อาหารแล้ว ความรู้สึกที่เราอร่อยไม่อร่อยก็อยู่ที่ลิ้นนี้ด้วย เพราะบนลิ้นจะมีตุ่มรับรสครับ เจ้าตุ่มที่ว่านี้จะมีบทบาทมากกับพฤติกรรมการกิน ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนครับว่า แมวมีตุ่มรับรสแบบไหน แมวมีตุ่มรับรสบนลิ้นบริเวณโคนลิ้น และขอบของลิ้นทั้งสองข้าง ส่วนตรงกลางลิ้นนั้น มีตุ่มขึ้น เป็นลักษณะตะขอเล็กๆ มากมายแต่ตุ่มเหล่านี้ มิได้ทำหน้าที่รับรสชาติแต่กลับ ทำหน้าที่เหมือนกับขนแปรง เวลาแมวใช้ลิ้นเลียเนื้อตัว เจ้าตุ่มที่อยู่ตรงกลางลิ้นเหล่านี้จะช่วยทำความสะอาดไปด้วย แมวสามารถรับรสชาติ เปรี้ยว เค็ม หวาน และขม เหมือนกับมนุษย์เรา แต่แมวชอบรสชาติออกมาทางด้านรสเค็ม ซึ่งจะต่างจากหมาที่ชอบรสชาติอาหารที่มาทางหวาน นอกจากนี้อย่างที่บอกไปครับ การรับรสชาติอาหาร โดยการใช้ลิ้นสัมผัสยังมีความเกี่ยวพันกับการใช้จมูกดมกลิ่นของอาหารด้วย แมวจะกินอาหารได้ดีต้องมีจมูก ที่ปกติและมีลิ้นที่ดี ในการรับรสชาติ แมวถึงกินอาหารได้ โดยปกติแมวจะเป็นสัตว์ที่กินทั้งวันครับ ถ้าท่านเลี้ยงแมวแล้วให้อาหารเม็ดไว้ในจานจะพบอย่างชัดเจนครับว่า แมวจะกินอาหารทั้งวัน กินบ่อยด้วย ซึ่งจะต่างกับความเชื่อของคนไทยเราที่มักจะคิดว่าแมวกินอาหารน้อยกินข้าวแค่ แมวดม แหมพอพูด ถึงการดมคราวที่แล้ว หลังจากที่เขียนไปมีคนโทรศัพท์มาคุยกับผมว่าแมวของเค้ามีจมูกที่ไวมาก สมัยก่อนอยู่บ้านนอก บ้านอยู่ติดสะพานปลา เจ้าของจะไปซื้อปลาใหม่มาทำสุกแล้วให้แมวกินปรากฏว่ามันกินเป็นอย่างดี หลังจากนั้นเค้ากับแมวก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เจ้าของก็ไปซื้อปลา ที่ตลาดมาทำให้แมวกินปรากฏว่าแมวมันไม่ยอมกินเป็นเพราะปลาในกรุงเทพไม่สะอาด หรือไม่สดเท่าใช่หรือไม่? จมูกแมวนั้นจะมีความไวมากๆ ต่อสารประกอบพวกไนโตรเจนครับ ในอาหารกระป๋อง หรืออาหารไม่สดจะ  มีปฏิกิริยาทางชีวภาพ ที่ทำให้เกิดการบูดหืนขึ้น และทำให้ ปริมาณก๊าซไนโตรเจนมากขึ้น การที่แมวปฏิเสธอาหารพอดมแล้ววิ่งหนี น่าจะมาจากอาหารไม่ดีมีการบูด หรืออาหารปนเปื้อนก๊าซดังกล่าวครับ เห็นไหมครับว่าแมวนี้ช่างไวต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ 

5. การรับความรู้สึกของแมวจากการสัมผัส แมวจะใช้ จมูก ฝ่าเท้า หนวด เพื่อตรวจสอบวัตถุต่างๆ โดยการสัมผัส เช่น การใช้จมูกตรวจระดับ ความร้อนของอาหาร ถ้าเราสังเกตจะพบว่าแมวไม่เคยถูกอาหารร้อนๆ ลวกปากเลยซึ่งต่างจากมนุษย์เรามักจะถูกอาหารร้อนลวกปากพองได้เสมอ แมวจะใช้จมูกครับเป็นตัววัดระดับความร้อน พฤติกรรมที่เรามักจะเห็นเวลาที่แมวจะเริ่มกินอาหาร คือ มันจะก้มดมอาหารก่อน จะดมอย่างชิดมาก เพื่อผิวหนังตรงจมูกจะได้รับความรู้สึกจากของร้อนๆ นี้ ถ้ามันร้อนมากๆ รับรองครับว่า แมวมันจะนั่งเฉยไม่กินอาหารแน่ๆ นอกจากนี้ฝ่าเท้าและหนวดของแมวยังใช้ตรวจสอบการเคลื่อนไหว การสั่นของสิ่งต่างๆ ที่สำคัญความรู้สึกว่าเหยื่อ ที่มันล่าอยู่ตาย หรือ ไม่ก็ใช้จากเจ้าฝ่าเท้าและหนวดนี่ล่ะครับ 



จะเห็นครับว่า แมวมันก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายกับมนุษย์ เราอาจจะด้อยกว่าในการรับความรู้สึกบางอย่าง และอาจจะดีกว่า ในการรับความรู้สึก บางอย่างเช่นกัน จุดประสงค์ของการเรียนรู้ ระบบประสาทรับสัมผัสของแมวเพื่อ ทำให้เราเข้าใจแมวมากขึ้นอย่าลืมครับ

ปัญหาแมวฉี่เพื่อสื่อสาร


ปัญหาแมวฉี่เพื่อสื่อสาร (Urine marking)

อาทิตย์ ที่แล้วผมเกริ่นให้ทราบ ถึงปัญหาพฤติกรรมต่าง ๆ ของแมวให้ท่านผู้อ่านได้ทราบไปแล้ว อาทิตย์นี้เราจะคุยกัน ถึงปัญหาพฤติกรรม แบบเจาะลึกกันเลยครับ ผมขอเริ่มจากพฤติกรรมปัญหาของแมว ในเรื่องการฉี่ และ ปัญหาแม่แมว ที่ไม่ยอมเลี้ยงลูกอ่อน ว่าแท้จริงแล้ว มีอะไรเป็นสาเหตุ และ ท่านผู้รักแมวจะหาทางแก้ไขอย่างไรดี ปัญหาแมวฉี่เพื่อสื่อสาร (Urine marking) เป็นสิ่งที่พบว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ของผู้เลี้ยงแมว ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า ลักษณะไหนที่แมวฉี่แล้วมันเข้าข่ายนี้ และ ลักษณะไหน ถือว่าเป็นการฉี่อย่างแท้จริง เวลาแมวฉี่เพื่อสื่อสารนั้น มันมักจะทำท่ายืนแล้วยกหางขึ้น พร้อม ๆ กับปล่อยฉี่ออกไป ทางด้านหลังให้ตรง กับวัตถุที่มันต้องการปล่อย ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า แมวจะสั่นหางเล็กน้อย เวลาที่มันฉี่พุ่งออกมา ท่านี้เป็นท่าที่แตกต่างจากท่าฉี่ของแมว เพราะ ท่าฉี่ปกติ แมวจะย่อ 2 ขาหลังลงแล้วปล่อยฉี่ออกมา แต่ก็มีเหมือนกันครับ ที่แมวทำท่าเหมือนกับจะฉี่ แต่ที่แท้มันปล่อยฉี่ ออกมาเพื่อการสื่อสาร มิใช่มันปวดท้องฉี่อย่างแท้จริง วัตถุที่แมวชอบฉี่เพื่อสื่อสารนั้นมักจะเป็นเสา โคนต้นไม้ พื้นดิน ประโยชน์ของการที่แมว มันทำพฤติกรรมเช่นนี้ นักพฤติกรรมสัตว์เค้าสันนิษฐานว่า มันน่าจะมีสาเหตุหลายประการครับ ประการแรก มันต้องการประกาศอาณาเขตของมัน บอกให้แมวตัวอื่นรู้ว่า เขตที่มันพ่นฉี่ไว้นั่นน่ะ มันคือเจ้าถิ่นตัวอื่นอย่าได้เข้ามายุ่ง ประการที่สองเกิดจากความวิตกกังวล ของแมวที่มีต่อสิ่งเร้า เช่นเห็นแมวตัวอื่น เห็นหมาตัวอื่นเค้าพบว่าแมวที่ชอบมองออกไปที่หน้าต่างกระจกมักจะทำการพ่นฉี่ ออกมาเวลาที่มองเห็นแมวตัวอื่น หมาตัวอื่นเดินผ่าน ซึ่งเบื้องลึกอาจจะมาจากความกลัว หรือความวิตกกังวลเจ้าสิ่งที่เห็นมากเกินไป ปัญหาที่พบจากท่านเจ้าของแมว คือกลิ่นของฉี่แมวจะเหม็นมาก และแมวมักจะมาแอบฉี่ที่เดิมทุกครั้ง ถ้ามันเริ่มต้นฉี่ ณ ที่นั้น ๆ เราจะแก้ไขอย่างไรดี



การแก้ไข

1. ถ้าเป็นแมวเพศผู้ที่ทำท่าพ่นฉี่เลอะเทอะเช่นนี้ การตอนจะช่วยให้พฤติกรรมนี้ลดลงได้มาก
2. ท่านต้องล้างทำความสะอาดบริเวณที่แมวมันแอบเข้ามาฉี่ไว้ให้สะอาดขัดพื้น ขัดผนัง เสาซะครับ จากนั้นใช้สเปรย์ดับกลิ่น ฉีดพ่นบริเวณดังกล่าว เพื่อขจัดกลิ่นฉี่ของแมวให้หมดไป
3. ใช้วิธีลงโทษ ดุ หรือ ตีแมวเบา ๆ บริเวณท้ายลำตัว เวลาที่ท่านพบว่ามันทำพฤติกรรมนี้ให้เห็น
4. ห้ามก่อนที่แมวจะทำการพ่นฉี่ โดยใช้วิธีปรบมือเพื่อทำให้แมวตกใจและหยุดการกระทำนั้น การใช้เสียงของท่านก็น่าจะได้ผลดี ท่านต้องออกเสียงคล้ายเสียง "ซ" ให้ดัง ๆ แมวจะกลัวและหยุดการกระทำดังกล่าว
5. ตรวจดูครับว่ารอบ ๆ บ้านท่านมีแมวตัวอื่นอยู่หรือไม่ถ้ามีไล่ไปซะครับ แมวท่านจะได้ไม่ต้องพ่นฉี่เพราะมันวิตกกังวลต่อแมวตัวอื่น ๆ
6. ถ้าเป็นวัตถุที่เล็กเคลื่อนที่ได้ เช่น รองเท้า กระเป๋า ให้ล้างเก็บทำความสะอาดและเก็บให้มิดชิด ถ้าเป็นชามข้าวของแมวเองให้หาวัตถุเช่น แผ่นโลหะฟรอยด์มาปิดให้มิดชิด เพราะมันสามารถลดความสนใจในการพ่นฉี่ลงไปได้เยอะครับ
7. วิธีการใช้ยากินเพื่อปรับความรู้สึกมิให้แมวตื่นเต้น หรือวิตกกังวลมากเกินไปผมกำลังเก็บข้อมูลอยู่ครับ
ถ้า ท่านผู้อ่านมีปัญหาเช่นนี้แล้ว ต้องการให้ผมใช้ยาช่วยรักษาสามารถโทรศัพท์มาได้เลยครับ เป็นยังไงครับ อาทิตย์นี้ผมหวังว่าอย่างน้อย สิ่งที่ผมเขียนคงจะตรงกับปัญหาในใจของท่านใดท่านหนึ่ง ค่อย ๆ คิดหาวิธีแก้ไขครับใจเย็น ๆ เพราะปัญหาพฤติกรรมเป็นปัญหาละเอียดก่อน เกิดจากความไม่เข้าใจ ความไม่ทราบถึงพฤติกรรมที่แท้จริงของแมวมากกว่า ฉะนั้น ท่านเจ้าของแมวทั้งหลาย คงต้องหาซื้อหนังสือ คู่มือการเลี้ยงแมวไว้ด้วยครับ อ่านแล้ว จะได้เข้าใจแมวของตัวเองมากขึ้น อาทิตย์นี้ต้องลาแล้วครับ สวัสดีครับ

แพ้ขนแมว (Allergic cat)

บางครั้งเจ้าเหมียวก็ทำร้ายท่านโดยไม่ได้ตั้งใจได้เหมือนกัน หากท่านเป็นพวกแพ้ง่ายแล้วล่ะก็ ท่านจัดอยู่ในกลุ่มที่จะโดนสัตว์เลี้ยงแสนรักของท่านทำร้ายโดยไม่รู้ตัวได้ นะครับ มันก็แปลกนะครับ มีเจ้าเหมียวนับตัวได้ที่จะจามเมื่อเจ้านายเดินเข้ามาในห้อง แต่สำหรับคนแล้วถ้าจะนับก็หลายล้านคนทีเดียวที่จามเมื่อเข้าใกล้แมว แล้วอาการแพ้เจ้าเหมียวนี่ไม่ธรรมดานะครับ มันมีแต่ตั้งคัดจมูกน้ำมูกไหลไปจนถึงทำให้หอบตายได้ แล้วที่แย่ก็คืออาการแพ้สัตว์แสนรักนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ถึงแม้จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดแยกบ้านกันอยู่ให้บ้านแตกสาแหรกขาดไปเลย
 สถานการณ์ จะดีกว่านี้มากหากท่านรู้ตัวล่วงหน้าว่าท่านแพ้ขนแมว แต่นี้คนส่วนใหญ่จะรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว อาการแพ้นี้มักไม่ปรากฏในช่วงแรก ๆ ที่อยู่ด้วยกันใหม่ ๆ  แต่เมื่อรักจนหัวปักหัวปำจนไม่สามารถแยกจากกันได้แล้ว อาการจึงค่อยปรากฏ แต่หากท่านมีอาการเช่นที่ว่านี้ ทราบไว้เลยนะครับว่า ท่านไม่เป็นอยู่คนเดียว จากการศึกษาพบว่าอเมริกันชน 6-10 ล้านคนแพ้ขนแมว และเจ้าเหมียวขึ้นอันดับเป็นสัตว์อันดับแรกที่ทำให้คนเกิดอาการภูมิแพ้ มากกว่าเจ้าตูบถึง 2 เท่า

 อาการแพ้แมวนี้จะแสดงออก เหมือนแพ้อากาศ หรือแพ้เกสรดอกไม้ คือมีน้ำมูกไหล หายใจฟึดฟัด แต่ที่แย่กว่าการแพ้อากาศคือ อาการแพ้เจ้าเหมียวนี้ไม่มีฤดูกาล เป็นได้ตลอดปี เป็นทุกที่ไม่ว่านอกบ้านหรือในบ้าน ดังนั้นการควบคุมไม่ให้เกิดอาการแพ้ก็ยิ่งยากขึ้นอีกด้วย กลุ่มคนที่น่าสงสารก็คือพวกที่เป็นโรคหอบหืดครับ จากาวิจัยพบว่า  คนในกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นโรคแพ้ขนแมวยิ่งกว่าคนปกติ

 แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ท่านทราบไหมครับว่า อาการแพ้นี้ตกทอดถึงลูกหลานได้ด้วยนะครับ แม้ว่าจะไม่มีการยืนยันอย่างแน่ชัด แต่เด็กที่พ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้มีโอกาสถึง 1 ใน 3 ที่เป็นภูมิแพ้ด้วยเช่นกัน และถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้เด็ก 7 ใน 10 คนจะเป็นภูมิแพ้

 นับว่าเป็นข่าวร้ายทีเดียวนะครับ เพราะสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่กับแมว วิธีการป้องกันก็แสนง่าย แค่อยู่ห่าง ๆ จากแมว และไม่เข้าใกล้สิ่งของที่ใช้แปรงขนมันหรือที่ที่มันไปทิ้งขนไว้ในช่วง 2-3 เดือน แค่นี้ท่านก็ไม่ต้องทรมานกับอาการแพ้แล้ว

 แต่ ปัญหาก็คือ คนที่รัก ๆ กันอย่างท่านเจ้านายกับผมนี่ล่ะจะทำยังไง สำหรับคนที่รักแมวเหลือเกิน แต่อยู่ร่วมกันไม่ได้ มันแสนจะทรมานใจนะครับ บางคนยอมรับสภาพเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลไปให้หมอใส่เครื่องช่วยหายใจเพราะไม่อยากยกเจ้าเหมียวให้คนอื่น แพทย์ส่วนใหญ่มักแนะนำว่าให้เลิกเลี้ยงเจ้าเหมียว แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ที่ทำให้คนเกิดอาการแพ้นั้น ไม่ใช่ขนแมว หรือแม้แต่รังแคแมวอย่างที่คนบางกลุ่มกล่าวอ้าง แต่เป็นโปรตีนที่อยู่ในแมวเท่านั้น โปรตีนนี้อาจจะอยู่ในน้ำลายหรือของเหลวอื่นที่ออกมาจากตัวเจ้าเหมียว เมื่อเจ้าเหมียวเลียขน โปรตีนที่ว่านี้ก็ติดอยู่ที่ขน ทำให้คิดไปว่าแพ้ขน นอกจากติดอยู่ตามของที่มันเลียแล้ว โปรตีนนี้สามารถลอยไปได้ในอากาศและไปติดอยู่กับที่อื่น ๆ อีก ดังนั้นไม่ว่าท่านจะเลี้ยงแมวหรือไม่ ท่านก็สามารถแพ้ได้ หากสูดอากาศที่มีโปรตีนนี้เข้าไป การจะทำให้อากาศสะอาดปราศจากโปรตีนนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้แน่ การแปรงขนแมวยิ่งทำให้มันกระจายมากขึ้น และการอาบน้ำให้เจ้าเหมียวก็ช่วยได้เพียงระยะสั้น ๆ โปรตีนสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ก่อนที่เจ้าเหมียวจะขนแห้งสนิทเสียอีกแต่อย่าเพิ่งหมดหวังนะครับ ขณะนี้มีผู้คิดค้นยาขนานใหม่ขึ้นมาและกำลังจะวางตลาดในไม่ช้า หากฉีดยานี้แล้วร่างกายจะขจัดกลไกที่ทำให้แพ้ออกไป แต่ข้อเสียคือต้องไปฉีดยานี้ทุกเดือนและค่ายาแพงมาก อีกวิธีหนึ่งที่จะ ช่วยลดอาการแพ้ลง คือ ต้องให้สัมผัสกับเจ้าเหมียวตั้งแต่เล็ก ๆ มีการศึกษาชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เปิดเผยว่า หากเด็กอยู่กับแมวใน 1 ขวบแรก จะมีโอกาสแพ้น้อยลง ยิ่งถ้าอยู่กับสัตว์มากกว่า 2 ตัวขึ้นไป โอกาสที่จะไม่แพ้มีถึงร้อยละ 70 นี่เป็นข่าวดีสำหรับคุณแม่คนใหม่ที่กำลังสองจิตสองใจว่าจะไล่เจ้าสี่ขาออก จากบ้านเพื่อเจ้าสองขาดีหรือไม่ ผลการศึกษาใหม่ ๆ ชี้ให้เห็นว่าการเตะเจ้าเหมียวออกจากบ้านเพราะกลัวลูกเป็นภูมิแพ้นั้นไม่มี เหตุผลออกอย่างมาก
 ผู้ที่เป็นภูมิแพ้สามารถควบคุมอาการแพ้ได้หลายวิธี เช่น การกรองอณูอากาศ การบำบัดโดยใช้ยา  การฝังเข็มและการยาสมุนไพรที่ปรับสมดุลของร่างกาย เป็นต้น

 การใช้หลาย ๆ วิธีข้างต้นร่วมกันจะช่วยให้เจ้านายที่เป็นภูมิแพ้สามารถอยู่กับเจ้าเหมียว ต่อไปอย่างปกติสุขได้ แต่ก่อนอื่นท่านต้องไปตรวจให้แน่ใจก่อนว่าเจ้าเหมียวของท่านเป็นตัวต้นเหตุ ของอาการจริง ๆ จากนั้นจึงจะเริ่มลงมือปรับตัวให้เข้ากับเจ้าเหมียว  ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ต้องใช้ยาเพื่อป้องกันการบวม และพ่นจมูกเพื่อกันไม่ให้น้ำมูกไหลไว้ก่อน เพราะหากปล่อยไปท่านก็จะเกิดอาการขึ้นทันที นอกจากนี้ท่านยังควรจัดให้มีบริเวณที่เจ้าเหมียวเข้าไปไม่ได้ ซึ่งสถานที่ที่เหมาะที่สุดน่าจะเป็นห้องนอนของท่านเพราะท่านใช้ 1 ใน 3 ของชีวิตประจำวันอยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังควรทำความสะอาดบ้านให้หมดโดยเฉพาะที่พรม และถ้าจะให้ดีหากท่านมีอาการภูมิแพ้ ควรจะไม่มีพรมในบ้าน ติดตั้งระบบกรองอากาศในห้องนอนและเปิดใช้อยู่เสมอ และไม่ว่าจะเหมียวจะวิงวอนขนาดไหนก็อย่าปล่อยให้มันเดินเข้าประตูห้องนอนมา เด็ดขาด  ถ้าท่านใช้เวลาส่วนใหญ่หน้าจอโทรทัศน์ควรติดตั้งเครื่องกรองอากาศในห้องนั้น ด้วย
 เจ้านายเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า หากยังรักกัน ยังอยากอยู่ด้วยกันอยู่ เพียงแค่การใช้ยาและลดการสัมผัสกับเจ้าเหมียวลงก็สามารถทำให้เจ้านายที่เป็น ภูมิแพ้และเจ้าเหมียวอยู่ร่วมกันต่อไปได้ ขอแค่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนที่ปกตินิดหน่อยเท่านั้น วันนี้ผมคงขอพอแค่นี้ก่อน เจอกันฉบับหน้านะครับ

อุปกรณ์ให้น้ำและอุปกรณ์ให้อาหารแมว

อุปกรณ์สำหรับแมว
ความสำคัญของน้ำ
ร่างกายของแมวมีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 60 % ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญต่อร่างกายอย่างมาก เช่น นำพาสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ช่วยควบคุมอุณหภูมิให้กับร่างกาย เป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อลื่นภายในข้อต่อต่าง ๆ เพิ่มความชุ่มชื้นในระบบทางเดินหายใจ และควบคุมสมดุลกรดเบสในร่างกาย เป็นต้น แมวที่กินน้ำอย่างพอเพียงจะลดโอกาสเป็นโรคนิ่วกับโรคไตลงได้ระดับหนึ่ง


ปริมาณน้ำที่แมวต้องการต่อวัน คำนวณได้จากน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 50 ซีซี 
ทุกๆน้ำหนักของแมว 2 กิโลกรัม ต้องให้น้ำอย่างต่ำ 100 ซีซี

อุปกรณ์ให้น้ำแมว

    แบบแขวน

  
 แบบวางกับพื้น

   
น้ำพุแมว


อุปกรณ์ให้อาหารแมว

แบบวางกับพื้น

อาหารแมว คืออาหารที่ผลิตหรือปรุงแต่งขึ้นให้แมวกิน แมวมีความต้องการสารอาหารเฉพาะทาง ในกระบวนการผลิตนั้น สารอาหารบางอย่าง เช่น วิตามินหลายชนิด และกรดอะมิโน ลดคุณภาพได้จากอุณหภูมิ ความดัน และการปรุงแต่งด้วยสารเคมี ดังนั้นสารอาหารนี้จึงถูกเพิ่มหลังผลิตเสร็จเพื่อไม่ให้แมวขาดสารอาหาร ตัวอย่างเช่น กรดอะมิโนทอรีน ซึ่งพบในเนื้อสัตว์ จะลดคุณภาพได้ในระหว่างการผลิต จึงมีการเพิ่มทอรีนขึ้นมาในภายหลัง การขาดทอรีนในระยะยาวอาจทำให้ม่านตาเสื่อม เสียการมองเห็น และเป็นโรคหัวใจหยุดเต้นได้

การคำนวณอายุแมว

         
          - แมวอายุ 1 เดือน เท่ากับคนอายุ 5 เดือน

          -
แมวอายุ 2 เดือน เท่ากับคนอายุ 10 เดือน

          -
แมวอายุ 3 เดือน เท่ากับคนอายุ 2-3 ปี

          -
แมวอายุ 6 เดือน เท่ากับคนอายุ 14 ปี

          -
แมวอายุ 8 เดือน เท่ากับคนอายุ 16 ปี

          -
แมวอายุ 1 ปี เท่ากับคนอายุ 18 ปี

          -
แมวอายุ 3 ปี เท่ากับคนอายุ 30 ปี

          -
แมวอายุ 5 ปี เท่ากับคนอายุ 40 ปี

          -
แมวอายุ 10 ปี เท่ากับคนอายุ 60 ปี

          -
แมวอายุ 15 ปี เท่ากับคนอายุ 74 ปี

          -
แมวอายุ อายุเฉลี่ยแมว 10 ปี

          -
อายุเฉลี่ยคน 60 ปี
 

การตั้งท้องของแมว 9 - 10 สัปดาห์
การตั้งท้องของคน 9 - 10 เดือน

นิสัยแมวเปรียบกับคน


นิสัยแมวคล้ายผู้หญิง



          - เมื่ออารมณ์ดี ก็มาเคล้าเคลีย ออดอ้อนประจบเอาใจ บางทีก็ขึ้นมานั่งบนตัก

          -
เวลาอารมณ์ไม่ดีก็ทำเมิน เรียกก็ทำไม่ได้ยิน ทำไม่รู้ไม่ชี้บางทีก็เดินหนีไป

          -
เมื่อโมโหมากๆก็ข่วน บางทีก็ตบ และถ้าโมโหสุดขีดก็กัดเลย


     



นิสัยแมวคล้ายผู้ชาย

         
 -
ชอบอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ไม่ชอบกักขัง

          -
อยู่ไม่ค่อยติดบ้าน นึกอยากจะไปก็ไป นึกอยากจะมาก็มา

          -
บางทีก็หายไปนานแรมเดือนไม่ยอมกลับบ้าน เจ้าของต้องไปตาม พอกลับมาก็หมด เรี่ยวแรงมาทีเดียว มีแผลเต็มตัวต้องนอนให้เจ้าของเยียวยารักษาให้ พอหายแทนที่จะเข็ด ไม่นานหรอก หายไปอีก




         

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

Follow by Email